Home     Thai Version     English Version   ตั้งเว็บเราเป็นหน้าแรกของคุณ    Make Kittilaw.com my homepage


Click to view our service to translate the language of another country   
หน้าแรก ไทย
รับว่าความคดีแพ่ง
รับว่าความคดีอาญา
รับว่าความคดีเยาวชนและครอบครัว
รับจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วน (ธุรกิจ)
รับจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงบริษัท(จำกัด)
รับจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด
รับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร
รับขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน
รับขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว (ต่ออายุวีซ่า)
รับขอใบต่างด้าวหรือถิ่นที่อยู่ถาวร
รับขอ(ต่างด้าว)แปลงสัญชาติเป็นคนไทย และการถือสัญชาติไทยตามสามี
ขอพิสูจน์สัญชาติคนต่างด้าวเป็นคนไทย
รับติดต่อหน่วยงานทางราชการ
รับทำบัญชีและตรวจสอบบัญชีี
นายหน้าซื้อขายที่ดิน
รับร่างนิติกรรมสัญญา
รับขอส่งเสริมการลงทุน B.O.I
รับขอใบอนุญาติอาหารและยา
รับเป็นทนายความที่ปรึกษา
ติดต่อเรา


 


สำนักงานกฏหมายกิตติทนายความ

เราเป็นตัวแทนรับจดทะเบียน สิทธิบัตร/การประดิษฐ์/การออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้าลิขสิทธิ์

1. รับปรึกษาอรรถคดีและว่าความทั่วราชอาณาจักร  คดีแพ่ง
2.
รับปรึกษาอรรถคดีและว่าความทั่วราชอาณาจักร  คดีอาญา
3. ฟ้องและสู้คดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัว
4. รับจดทะเบียนธุรกิจทุกประเภท จัดตั้งบริษัทห้างหุ้นส่วน

5. รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงบริษัทจำกัด
6. รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด

7. รับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
8. รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า  ลิขสิทธิ์  สิทธิบัตร

9. รับขอใบอนุญาตตั้งโรงงานต่ออายุโรงงานใบอนุญาตมาตรฐานสินค้า
10. รับขอใบอนุญาตการทำงานของคนต่างด้าว วีซ่าและต่ออายุหนังสือเดินทาง
11. รับขอใบต่างด้าวหรือถิ่นที่อยู่ถาวรของคนต่างด้าว
12. คนต่างด้าวขอแปลงและโอนสัญชาติเป็นคนไทย
13. ต่างด้าวพิสูจน์สัญชาติเป็นคนไทย
14. ติดต่อหน่วยงานราชการ
15. รับทำบัญชีและตรวจสอบบัญชี
16. รับเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน
   
17. ร่างนิติกรรมสัญญา
18. ขอรับการส่งเสริมการลงทุน (B.O.I)
19. เป็นทนายที่ปรึกษาฯลฯ

ความรู้เรื่องคำพิพากษาฎีกา

การซื้อขาย(มาตรา 453-490)

คำพิพากษาฎีกาที่ 1447/2541 แม้เอกสารที่โจทย์และจำเลยร่วม จะเรียกชื่อเป็นสัญญาเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาสินค้าทางวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ของกรมประชาสัมพันธ์แต่การที่โจทย์ไม่ได้ส่งรับมอบทรัพย์สินใดให้แก่จำเลยร่วมพื่อให้จำเลยร่วมได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินใดเลย การจัดรายการและโฆษณาสินค้าของจำเลยร่วมตามที่ตกลงกับโจทก์นั้น ฝ่ายโจทก์เป็นผู้ดำเนินการหรือบริการให้ทั้งสิ้น แม้จำเลยร่วมจะให้ค่าตอบแทนเป็นเงินแก่โจทก์เพื่อการนั้นก็ตาม 

สัญญาที่จำเลยร่วมตกลงเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาสินค้าทางสถานีฯจากโจทก์ จึงมิใช่สัญญาเช่าทรัพย์ หากแต่เป็นสัญญาที่ตกลงให้บริการออกอากาศกระจายเสียงและแพร่ภาพทางสถานีฯของโจทก์ ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันโดยมีค่าตอบแทน ซึ่งถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ค้ารับทำการงานดังกล่าวให้จำเลยร่วมเท่านั้น เมื่อนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมไม่ใช่การเช่าทรัพย์ การที่โจทก์เรียกเอาค่าตอบแทนการจัดรายการและโฆษณาสินค้าตามที่ตกลงไว้กับจำเลยร่วม จึงมิใช่เป็นการเรียกเอาค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ตาม ...มาตรา 193/34(6) ผู้ขายไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ขายในขณะทำสัญญา แต่ต้องสามารถโอนกรรมสิทธ์ทรัพย์ที่ขายให้กับผู้ได้(ดูฎีกาที่ 3763/2542)

คำพิพากษาฎีกาที่ 3763/2542 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมตกลงทำสัญญาขายรถยนต์พิพาทให้โจทย์นำไปให้  .เช่าซื้ออีกต่อหนึ่งนั้นเป็นวิธีการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 และโจทย์เคยปฏิบัติต่อกั่นมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นแม้โจทย์จะทราบว่าจำเลยที่1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทขณะทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ก็ต้องผูกพันตามสัญญาที่ได้แสดงเจตนาออกมานั้น จะอ้างว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับโจทย์เพื่อลวงหรือหลอกให้ผู้อื่นหลงผิดไม่ได้ เพราะผู้ขายไม่จำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะทำสัญญาซื้อขาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 519/2541 ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีข้อสัญญาใดระบุหน้าที่จำเลยว่าเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้ให้โจทก์ การที่สำงานขายจำเลยมีโฆษณาของสถาบันการเงินที่จะต่างๆ ชักชวนให้ลูกค้าจำเลยไปกู้ยืมเงินถือเป็นเรื่องของสถาบันการเงินที่จะโฆษณาหาลูกค้า หามีผลผูกพันให้จำเลยต้องจักหาสถาบันการเงินให้โจทก์ไม่ แม้พนักงานของจำเลยจะเรียกหลักฐานจากโจทก์เพื่อติดต่อสถาบันการเงินให้โจทก์ ก็เป็นเรื่องให้ความสะดวกแก่โจทก์ เพื่อประโยชน์แก่การขายอาคารชุดของจำเลยมากกว่าที่จำเลยจะผูกพันในรูปสัญญาจะจักหาแหล่งเงินกู้ให้โจทก์ ส่วนเอกสารที่สถาบันการเงินมีถึงจำเลย แสดงความยินดีสนับสนุนลูกค้าที่ซื้ออาคารชุดจำเลย ก็ไม่ใช่เอกสารที่ผูกพัน จะฟังได้ว่าจำเลยมีสัญญาจัดหาแหล่งเงินกู้ให้โจทก์

คำพิพากษาฎีกาที่ 76/2496 เป็นเรื่องการซื้อขายรถยนต์ ซึ่งผู้ขายได้ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อว่าส่งมอบไม่พอ ต้องไปรับรองที่กองทะเบียนกรมตำรวจด้วยว่าขายรถยนต์ให้ผู้ซื้อแล้วเพื่อจะได้จดทะเบียนในสมุดคู่มือรถยนต์ให้โอนมาเป็นชื่อของ ทางฝ่ายผู้ซื้อ  ผู้ขายไม่ยอม ไปอ้างว่าหน้าที่ในการซื้อขายมีแค่โอนกรรมสิทธิ์กับส่งมอบจบแล้ว ศาลฎีกาบอกไม่ใช่ นอกจากจะต้องส่งมอบรถยนต์แล้วทางฝ่ายผู้ขายยังมีหน้าที่ต้องไปรับรองต่อกองทะเบียนยานพาหนะ กรมตำรวจด้วยว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อแล้ว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้รับจดทะเบียนจะไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ก็เป็นการจำเป็นแก่การที่จะใช้รถยนต์นั้นหน้าที่ประการอื่นของผู้ขาย ก็เป็นหน้าที่ตามสัญญาเช่นว่าขายบ้านแล้วทางฝ่ายผู้ซื้อผู้ขายตกลงกันว่าผู้ขายจะต้องทาสีบ้านใหม่จากสีขาวเป็นสีเหลือง คือเป็นหน้าที่ตามสัญญา หน้าที่ตามสัญญาไม่ค่อยยาก สัญญาว่าอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาอยู่แล้วผูกมัดกันตามข้องสัญญา

คำพิพากษาฎีกาที่ 6848/2540 ซื้อที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลย เมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โจทก์เป็นเจ้าของรวมแล้ว จำเลยยังมีหน้าที่ตามสัญญาต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์

การโอนกรรมสิทธิ์

คำพิพากษาฎีกาที่ 1885/2531 การยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องตาม ป... มาตรา 481 นั้นต้องเป็นการยอมโดยสมัครใจ การที่เจ้าพนักงานศุลกากรยึดรถยนต์ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยโดยอ้างอำนาจกฎหมาย ไม่เป็นการยอมตามบุคคลภายนอกเรียกร้องตามมาตรา 481 ดังนั้นความรับผิดของจำเลยผู้ขายรถยนต์ ไม่อยู่ในบังคับอายุความตามมาตราดังกล่าว แต่เป็นการกรณีอายุความทั่วไปตามมาตรา 164(ตรงกับมาตรา 193/30 ใหม่) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 390/2518(ประชุมใหญ่) การยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องซึ่งมาตรา 481 บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีในข้อความรับผิดเพื่อการโอนสิทธิ เมื่อพ้นกำหนด 3เดือนนั้น  ต้องเป็นการยอมโดยสมัครใจ การที่ตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ไปจากโจทก์โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย ซึ่งโจทก์จำต้องยอมให้ยึด มิฉะนั้นโจทก์อาจต้องมีความผิดในทางอาญานั้น กรณีไม่ใช่โจทก์ยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้อง ไม่อยู่ในอายุความ 3 เดือน ตาม ป... มาตรา 481 แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความตามมาตรา 164 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี เปรียบเทียบกับฎีกาที่ 2367/2516 โจทก์และจำเลยต่างมีอาชีพรับซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์ จำเลยซื้อรถยนต์จาก ส. แล้วขายต่อให้โจทก์ ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดรถยนต์คันนั้นไปจากโจทก์ โดยบอกโจทก์ว่ารถยนต์นั้น . ยักยอกมาจากเจ้าของแท้จริง   และแนะนำให้โจทก์คืนรถให้แก่เจ้าของ แล้วให้โจทก์ไปเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยโจทก์ก็ยินยอมมอบรถยนต์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปและโจทก์ว่าจะไปทวงถามเอาจากจำเลยเอง

ดังนี้ถือว่าโจทก์ผู้ซื้อยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องดังที่บัญญัติไว้ใน ป... มาตรา 481แล้ว เมื่อโจทก์มาฟ้องให้จำเลยชำระค่ารถคืนเกินกว่า 3 เดือน นับแต่วันรถถูกยึดไป คดีจึงขาดอายุความ จะเห็นได้ว่าตามฎีกาที่ 2367/2516 เป็นเรื่องโจทก์ยินยอมมอบรถให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจไป จึงถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ยอมตามบุคคลภายนอกเรียกร้อง มีอายุความ 3 เดือน มาตรา 481 แต่ตามฎีกาที่ 390/2518 เป็นเรื่องที่ตำรวจยึดรถไป ไม่ใช่กรณีตามมาตรา 481 มีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164 กรณีที่ผู้ขายไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อได้ เพราะผู้ขายไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น เป็นเหตุให้ผู้ซื้อเสียหายต้องคืนเงินให้แก่ผู้ที่ซื้อต่อจากตน ผู้ซื้อฟ้องค่าเสียหายดังกล่าวคืนจากผู้ขายได้ ไม่ใช่เรื่องการรอนสิทธิ ไม่ตกอยู่ในอายุความมาตรา 481(ดูฎีกาที่ 4366/2539) 

การเช่าซื้อ

การไม่ชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ จนเป็นเหตุให้มีการเลิกสัญญาอันได้แก่ค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่ผู้เช่าซื้อครอบครองทรัพย์อยู่ตามนัย ป... มาตรา 391 วรรคสามเท่านั้น และถ้าทรัพย์ที่คืนมาเสียหายผู้เช่าซื้อต้องรับผิดนอกเหนือไปจากความเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบอีกด้วย 

คำพิพากษาฎีกาที่ 985/2532 ในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อนั้น ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อ ริบเงินค่าเช่าซื้อที่ส่งแล้วและมีสิทธิเรียกร้องค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่ผู้เช่าซื้อครอบครองทรัพย์อยู่ ภายหลังจากการเลิกสัญญาตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม และถ้าทรัพย์สินที่คืนมาเสียหายผู้เช่าซื้อต้องรับผิดนอกเหนือไปจากความเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบ และต้องรับผิด สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อด้วย 

คำพิพากษาฎีกาที่ 3358/2530 ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 5 ว่าด้วยการเช่าซื้อ ไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความได้โดยตรง แต่ค่าเช่าซื้อก็เป็นค่าเช่าในการใช้ทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ดังนั้นหากผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นพ่อค้าฟ้องเรียกร้องเอาค่าเช่าซื้อ สังหาริมทรัพย์(เครื่องรับโทรศัพท์) ที่ค้างชำระอยู่จึงจ้องฟ้องเสียภายในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156(6) ไม่ใช่ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164

คำพิพากษาที่ 192/2512 ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา และเรียกให้ผู้เช่าซื้อ ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ หากส่งคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นการที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ให้สิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์คืน อยู่ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี 

คำพิพากษาฎีกาที่ 601/2513 เมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเพียงริบค่าเช่าซื้อที่ได้รับไว้กับเรียกเอาทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน จะเรียกเอาค่าเช่าที่ค้างด้วยไม่ได้ จะเรียกได้อีกก็แต่ค่าที่เช่าซื้อนั้นเสียหายเพราะเหตุอื่นนอกเหนือไปจากการใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยชอบ ผู้ให้เช่าซื้อก็เรียกค่าเสียหายได้ด้วยและการฟ้องร้องค่าเสียหายเช่นนี้ มีอายุความ 10 ปี 

คำพิพากษาฎีกาที่ 3944/2535 สัญญาเช่าซื้อกำหนดว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลารวม 36 งวด ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลารวม 36 งวด ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 ล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาตลอดมา แต่โจทก์ก็ยอมรับชำระโดยมิได้ทักท้วง แสดงว่าในทางปฏิบัติโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 11 จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไปตามสัญญาไม่ได้

กรณีเช่นนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาโจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 387 เสียก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาไม่ได้ อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดต่อมาและจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมโดยไม่โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญากันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์พิพาทคืน 

คำพิพากษาฎีกาที่ 1703/2536 การที่สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกด้วยการนำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์มิใช่กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะจำเลยผู้เช่าซื้อถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย หรือประพฤติผิดสัญญาอันจะทำให้จำเลยมีหน้าที่ต้องชดใช้ราคาค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยจำเลยได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาตามสัญญาและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 573 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายก็ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังเดิมตามมาตรา 391 ดังนั้นแม้จำเลยค้างชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์รวม 3 งวด อยู่ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกได้ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 3842/2526 สัญญาเช่าซื้อที่ว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงคราวเดียวหรืองวดเดียว ผู้ให้เช่าซื้อบอกสัญญาได้นั้น แม้จะแตกต่างกับ ป...มาตรา 574 วรรคแรก แต่กฎหมายบทนี้มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 3408/2530 สัญญาเช่าซื้อระบุว่า การชำระค่าเช่าซื้อตรงตามกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญของสัญญา ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัด ค้างชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันหรือผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่สองงวดขึ้นไป ให้สัญญาเช่าซื้อเป็นอันยกเลิกเพิกถอนทันที แต่ในทางปฏิบัติเมื่อจำเลยผู้เช่าซื้อมิได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ตรงตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญาตลอดมา โจทก์ก็ยอมรับชำระโดยมิได้อิดเอื้อน จึงเห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาตามสัญญาเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลย โจทก์ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 กล่าวคือต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้องวดที่ติดค้างอยู่ ต่อเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น โจทก์จึงจะบอกเลิกสัญญาได้

การเช่าทรัพย์

สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า แม้สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าให้ผู้อื่นได้ก็ตาม ก็ยังถือว่าสัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่เป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทของผู้เช่า(ดูฎีกาที่ 383/2540) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 383/2540 การเช่าทรัพย์สินนั้น ปกติฝ่ายผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าว่า จะสมควรได้รับความไว้วางใจในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าและในการดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ ฉะนั้น สิทธิของผู้เช่าจึงมีสภาพเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตาย สัญญาเช่าเป็นอันระงับไป ไม่ตกทอดไปถึงทายาท ที่สัญญาเช่าข้อ 4 ระบุว่าในระหว่างสัญญาเช่า ยังไม่ครบกำหนดอายุสัญญา ผู้เช่ามีสิทธิที่จะโอนการเช่าได้ แก่ผู้อื่นได้แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินให้แก่ผู้ให้เช่านั้น เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการโอนการเช่าระหว่างที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่ายังชีวิตอยู่ ซึ่งอาจะทำได้ตาม  ...มาตรา 544 และเพียงบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะคู่สัญญาหาได้ตกทอดมายังจำเลยแต่อย่างใดไม่

กรณีใช้สิทธิหรือใช้อำนาจในทรัพย์สินของตัวเองมีตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ที่มีปัญหาว่าจะเป็นการละเมิดหรือไม่ คือเรื่องการเช่าบ้านแล้วสัญญาเช่าหมดอายุแต่เช่าไม่ยอมออกให้เช่าหรือเจ้าของบ้านไปใส่กุญแจบ้านได้หรือไม่ การที่ผู้เช่าฝืนอยู่ในบ้านที่เช่า ไม่ยอมออกผู้ให้เช่าหรือเจ้าของบ้านที่เช่าหมดอายุหรือมีการบอกการเช่าหรืออยู่โดยละเมิดก็ตาม บุคคลที่เช่าหรืออยู่นั้นเป็นการอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นละเมิดแต่การที่เขาอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเจ้าของบ้านไม่สามารถจะไปดึงฉุดกระชากเขาออก เพราะกฎหมายกำหนดทางออกไว้แล้วว่า เมื่อมีการบุกรุกหรืออยู่โดยผิดสัญญาเช่าอันเป็นการละเมิดนี้ เจ้าของจะต้องฟ้องขับไล่แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมาบังคับให้ออก ในบางครั้งการที่ไปฟ้องไล่นั้นไม่ทันใจเจ้าของบ้าน จึงเอากุญแจใส่บ้านขังเขาไว้ การใส่กุญแจบ้านไม่ผิด แต่การที่ขังเขาไว้ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ แต่ถ้าขณะนั้นเขาไม่อยู่บ้านแล้วไปใส่กุญแจบ้านก็เป็นได้อีกกรณีหนึ่งมีตัวอย่าง คือคำพิพากษาฎีกาที่ 3921/2535

เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าจึงเป็นอันสิ้นสุด โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในสถานที่เช่าอีกต่อไป การที่จำเลยไม่จ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำประปาให้โจทก์ และต่อมาจำเลยได้ใส่กุญแจไม่ให้โจทก์เข้าไปใช้สถานที่เช่า เป็นการกระทำภายหลัง สัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงได้โดยได้กำหนดเวลาให้โจทก์พอสมควรแล้ว จึงไม่เป็นการละเมิด โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ขาดรายได้จากกิจการของโจทก์และค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่พนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลง กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย เช่น กรณีศูนย์การค้าแบ่งพื้นที่ให้บริษัทห้างร้านเช่าขายสินค้า เมื่อขายไม่ดีก็ไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของผู้ให้เช่าก็เลยตัดน้ำตัดตัดไฟ ผู้ให้เช่าจึงบอกเลิกสัญญาและให้ขนย้ายออกไปแล้วแต่ผู้เช่าก็ยังไม่ขนย้ายออกไปทั้งๆ ที่ถูกตัดน้ำตัดไฟ เมื่อผู้เช่ากลับไปนอนตอนกลางคืนผู้ให้เช่าเอากุญแจมาใส่ซ้อนไม่ให้ผู้เช่าเข้าพื้นที่ที่เช่า ผู้เช่าจึงมาฟ้องผู้ให้เช่าเรียกว่าค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด มีประเด็นว่าผู้ให้เช่ากระทำละเมิดต่อผู้เช่าหรือไม่ เมื่อพิจารณาตามมาตรา 420 ก็มีจุดที่ว่าการกระทำของผู้ให้เช่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การที่ผู้ให้เช่าตัดน้ำตัดไฟเป็นอำนาจในการใช้ของผู้ให้เช่าซึ่งเป็นผู้ขอมาจากการประปาและการไฟฟ้า ตามสัญญาเขามีหน้าที่ต่อ เมื่ออีกฝ่ายไม่ผิดสัญญา เมื่อเขาผิดสัญญามีการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วการตัดน้ำตัดไฟก็ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาและการใส่กุญแจห้องที่เช่าก็ถือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ซึ่งเป็นการผิดสัญญาและการใส่กุญแจห้องที่เช่าก็ถือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าก็ไม่เป็นละเมิด

ฉะนั้นที่ผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าฟ้องฐานละเมิดกรณีจึงฟังไม่ได้ต้องยกฟ้องไป แต่ถ้ากรณีที่เขาไม่ยอมออกแล้วยังอยู่ในบ้าน แม้จะเป็นการอยู่โดยละเมิดก็ตามถ้าเจ้าของบ้านไปใส่กุญแจไม่ผิดฐานละเมิดที่ไปทำต่อตัวบ้านเพราะตัวบ้านเป็นของผู้ให้เช่าแต่จะละเมิดต่อตัวบุคคลที่อยู่ในบ้าน ทำให้เขาเสื่อมเสียเสรีภาพ หากเป็นกรณีถ้าตัวไม่อยู่แต่มีสิ่งของอยู่เหมือนอย่างตามคำพิพากษาฎีกานี้ ของเขาเก็บอยู่ในห้องที่เช่าทำให้ผู้เช่าเอาของออกไม่ได้เพราะใส่กุญแจเป็นละเมิดหรือไม่ ผู้ให้ขนออกแล้วในระยะเวลาพอสมควรและบอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบแล้วการที่ไม่ยอมขนของออกก็ถือว่าช่วยไม่ได้ ผู้ให้เช่ามีสิทธิใส่กุญแจได้ฝากทรัพย์(มาตรา 657-673) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 1621/2534 จำเลยยินยอมให้ลูกค้านำรถยนต์มาจอดในบริเวณที่ว่างในสถานีบริการน้ำมัน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เป็นการชั่วคราวได้โดยไม่ต้องเสียเงิน แต่ถ้านำรถยนต์ออกไปจากที่จอดหลังเวลา 6 นาฬิกาจะต้องเสียเงินคันละ 10 บาท การ นำรถยนต์มาจอด ล็อคประตูแล้วเก็บกุญแจไว้เองมิได้ส่งมอบให้พนักงานของจำเลยการครอบครองรถยนต์ระหว่างที่จอดยังอยู่ในความครองของ ส. แม้จะมีการเก็บเงินค่าจอดหรือค่าบริการก็ไม่เป็นการฝากทรัพย์ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 7287/2539 . และ ห. นำรถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณที่จอด โดยได้ชำระเงินค่าจอดให้พนักงานของจำเลยทั้งสอง และได้รับใบรับซึ่งมีข้อความว่าบัตรจอดรถ โดย ด. และ ห. ยังคงเก็บกุญแจรถไว้เองแล้วออกไปจากบริเวณที่จอดรถดังกล่าว ยังไม่พอฟังว่าเป็นการส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสอง อันจะทำให้จำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะผู้รับฝากทรัพย์มีบำเหน็จ เมื่อรถยนต์สูญหายไป จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหาย ข้อสังเกต ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1621/2534 และ 7287/2539 เจ้าของรถยนต์นำรถยนต์รถยนต์เข้าไปจอด แต่เก็บกุญแจรถยนต์ไว้เอง ยังไม่พอฟังว่าได้มอบรถยนต์ไว้ในอารักขาของจำเลย ดูคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้ เจ้าของรถยนต์ได้มอบกุญแจรถยนต์แก่พนักงานของจำเลยไว้ถอยเข้าออกศาล ฎีกาถือว่าเป็นการฝากทรัพย์แล้ว(ดูฎีกาที่ 925/2536)

คำพิพากษาฎีกาที่ 925/2536 การที่จำเลยที่ 1 จัดบริการให้แก่ลูกค้าซึ่งไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารของจำเลยที่ 1  โดยให้จำเลยที่ 2  ต้อนรับ เอากุญแจรถยนต์ขับรถยนต์ขับรถยนต์เข้าที่จอดและเคลื่อนย้ายรถยนต์หากมีรถยนต์คันอื่นเข้าออกในบริเวณภัตตาคาร ออกใบรับที่จดหมายเลขทะเบียนรถยนต์และรับกุญแจรถยนต์ของลูกค้าเก็บไว้ การที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการฝากทรัพย์ ตาม ป... มาตรา 657

คำพิพากษาฎีกาที่ 4235/2541 โจทก์นำรถยนต์ไปฝากไว้กับจำเลย จำเลยเรียกเก็บค่าฝากเป็นรายเดือน มีระเบียบว่าเจ้าของรถต้องฝากกุญแจรถไว้กับจำเลยเลื่อนรถได้ในกรณีที่มีรถอื่นเข้ามาจอด ซึ่งโจทก์ก็ได้มอบกุญแจรถให้จำเลยทุกครั้งที่มาจอด พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการรับฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ หาใช่เป็นเรื่องให้เช่าสถานที่จอดรถไม่

การขายฝาก

ผลของการไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝาก(มาตรา 492)

เมื่อไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากภายในกำหนดเวลาไถ่ หรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์สินอันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้ ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ (มาตรา 492 วรรคหนึ่ง) 

บทบัญญัตินี้ได้มีการแก้ไข ในปี 2541 ได้แก้ไขหลักเกณฑ์จากเดิมว่าเมื่อไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากถือว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกไปแก่ผู้ซื้อฝากเลยเป็นว่าให้ทรัพย์สินที่ขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ชำระสินไถ่ หรือวางทรัพย์สินอันเป็นสินไถ่จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่นี้ แสดงว่าในช่วงเวลานับแต่เวลาขายฝากจนถึงเวลาขายฝากจนถึงเวลาไถ่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากตกเป็นของผู้ซื้อฝาก ผู้ซื้อฝากจึงมีสิทธิครอบครองใช้ ประโยชน์ และได้ดอกผลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์

คำพิพากษาฎีกาที่ 656/2517 ดอกผลของทรัพย์ที่ขายฝาก ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างกำหนดเวลาขายฝากย่อมตกได้แก่ผู้ซื้อฝาก ที่มาตรา492 แห่ง ป... บัญญัติว่าทรัพย์สินซึ่งขายฝากถ้าไถ่ภายในเวลาที่กำหนดให้ต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกไปแก่ผู้ซื้อเลยนั้น หมายถึงเฉพาะตัวทรัพย์ที่ขายฝากเท่านั้น ไม่รวมถึงดอกผลด้วย 

ข้อสังเกต ตามคำพิพากษาฎีกานี้ หากวินิจฉัยตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ผลของคดีก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่เหตุผลต้องเปลี่ยนเป็นว่า “ตามมาตรฐาน492 เมื่อไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากแล้ว ให้ทรัพย์สินที่ขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ชำระสินไถ่แสดงว่าก่อนไถ่  ทรัพย์สินที่ขายฝากย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อฝากอยู่ ดอกผลที่เกิดขึ้นเวลาดังกล่าวจึงตกเป็นของผู้ซื้อฝากโดยอาศัยอำนาจ แห่งกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336”

การจำนอง          

คำพิพากษาฎีกาที่ 5733/2537 เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นประกันหนี้ประธานถึงกำหนดหนี้ตามสัญญาจำนองอันเป็นหนี้อุปกรณ์ที่จำเลยทำไว้เป็นประกันหนี้ประธานดังกล่าวย่อมถึงกำหนดเช่นกัน 

การที่ผู้รับจำนองไปขอให้ศาลขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองตาม ป.วิ.. มาตรา 289 ถือว่าเป็นการบังคับจำนอง ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น(ดูฎีกาที่ 2825/2527) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2825/2527 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนอง ชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องบังคับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องบังคับจำนองโดยตรง แต่โจทก์ก็ขอให้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ยึดมาโดยปลอดจำนอง อันถือได้ว่าเป็นการขอให้บังคับชำระหนี้บุริมสิทธิซึ่งอยู่ในฐานะที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิชอบทีจะได้รับ แต่เงินที่เหลือจากการชำระหนี้จำนองของโจทก์ ถ้าหากมีดังที่บัญญัติไว้ใน ป. วิ..มาตรา  289 วรรคสุดท้าย 

ข้อสังเกต ฎีกานี้เวลาฟ้อง ฟ้องอย่างเจ้าหนี้สามัญ แต่เวลาบังคับคดี ได้มีการขอให้ขายทรัพย์มีจำนองอย่างปลอดจำนอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น

ในชั้นบังคับคดีที่มีเจ้าหนี้อื่นฟ้องผู้จำนอง และมีการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด  ตลาด ผู้รับจำนองมีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง ป.วิ..มาตรา 289 ซึ่งก็จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้สามัญ อย่างไรก็ตามแม้ผู้รับจำนองไม่ยื่นคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็ไม่ทำให้สิทธิของผู้รับจำนองเสียไป(ดูฎีกาที่ 3655/2538)

คำพิพากษาฎีกาที่ 3655/2538 การที่ผู้รับจำนองไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด หาทำให้สิทธิในฐานผู้รับจำนองเสียไปไม่ฉะนั้น เมื่อเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วก็ต้องชำระหนี้จำนองให้แก่ผู้รับจำนองก่อน 

คำพิพากษาฎีกาที่  741/2523 การที่จำเลยที่ 3 ที่ 4 จำนองที่ดินแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันสัญญาจัดตั้งสาขาธนาคารนั้น เป็นการให้สัญญาแก่โจทก์ว่าถ้าจำเลยที่ 1  ผิดสัญญา เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย แก่โจทก์แล้วไม่ชำระหนี้ค่าเสียหายนั้น ก็ให้โจทก์บังคับจำนองได้ จำเลยที่ 3 ที่ 4   จะอ้าง ป... มาตรา 689 สนลักษณะค้ำประกันว่าการบังคับหนี้ควรจะบังคับจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนหาได้ไม่ แม้ผู้ซื้อซื้อโดยสุจริตจากการขายทอดตลาด จำนองก็ยังติดไปด้วย(ดูฎีกาที่ 1536/2500, 132/2535) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 1536/2500 ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แต่ ป...มาตรา 1330 บัญญัติเพียงว่าสิทธิของผู้ซื้อไม่เสียไป แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิใช่ของจำเลย มิได้คุ้มครองถึงกับให้ผู้ซื้อได้สิทธิโดยปลอดจากภาระผูกพันใดๆ หากโจทก์รับ  จำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย การจำนองย่อมติดไปกับที่ดิน โจทก์ก็มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินพิพาทได้กู้ยืม 

คำพิพากษาฎีกาที่ 382/2537 จำเลยที่ 3 ค้ำประกันและจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้กับโจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท หรือไม่เกิน 400,000 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาค้ำประกันและจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 400,000 บาท เท่านั้น  แม้จะปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เป็นเงินเกินบัญชีวงเงิน 400,000 บาท ก็เป็นการผูกพันระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เท่านั้น หามีผลผู้พันจำเลยที่ 3 ด้วยไม่ ดังนั้นเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยที่ 3 มีหนังสือขอชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เมื่อถึงกำหนดโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 701 ค้ำประกัน 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2565/2533 เมื่อสัญญาขายลดเช็คระหว่างบริษัท ค. กับโจทก์ไม่มีข้อจำกัดว่าเช็ค ที่บริษัท ค. นำมาขายลดแก่โจทก์จะต้องเป็นเช็คของลูกค้าบริษัท ค. เท่านั้นและตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ระบุความรับผิดของจำเลยรวมถึงหนี้ตามเช็คของบุคคลอื่นที่บริษัท ค. นำมาขายลดแก่โจทก์ด้วย จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งบริษัท ค. เป็นหนี้โจทก์ 2 ล้านบาทเศษ

คำพิพากษาฎีกาที่  2053/2535 จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ในวงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท ไม่ได้ระบุจะค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับไหน และไม่ได้ระบุเวลาไว้ และยังตกลงให้หนังสือสัญญาค้ำประกันนี้มีผลใช้บังคับตลอดจนกว่าธนาคารจะบอกเลิกการให้สินเชื่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เจตนาค้ำประกันหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำกัดจำนวนฉบับและไม่จำกัดระยะเวลาตลอดไป ในวงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับสุดท้ายที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 678/2540 สัญญาขายลดเช็คเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งที่ไม่มีแบบ การที่จำเลยที่ 1 นำเช็คที่ตนเป็นผู้สั่งจ่ายโดยตกลงวันที่ล่วงหน้าไปมอบให้ธนาคารและรับเงินจากธนาคาร โดยมีข้อตกลงว่าหากเรียกเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยที่ 1 ยอมใช้เงินตามเช็คพร้อมพอกเบี้ยเป็นการขายลดเบี้ย

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการขายลดเช็คของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสามยอด ในวงเงิน 2 ล้านบาท แต่สัญญาค้ำประกันระบุว่าค้ำประกันหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คระหว่างจำเลยที่ 1 กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด มิได้ระบุว่าเจตนาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคารกรุงเทพสาขาใดโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาราชวงศ์ ที่จำเลยที่ 1 ลงชื่อสั่งจ่ายไปลดให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาราชวงศ์แล้วจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน 

การจ้างทำของ

ความรับผิดชอบของผู้ว่าจ้าง(มาตรา 428)

คำพิพากษาฎีกาที่ 2077/2542 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อสร้างอาคารตึกคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งอยู่ติดกับอาคารพาณิชย์ของโจทก์ และตามสัญญารับจ้างเหมางานก่อสร้างระหว่างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องกระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้  ประกอบข้อเท็จจริงว่าระหว่างการก่อสร้างจำเลยที่ 1 ไปควบคุมดูแลการก่อสร้างตลอดเวลาย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 428  แห่ง ป... เมื่อการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคารของโจทก์จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น 

การประกันภัย(มาตรา 861-897)

สัญญาประกันภัย(มาตรา 861) 

สัญญาประกันภัยที่กำหนดบุคคลอื่นเป็นผู้ได้รับประโยชน์ เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก เมื่อบุคคลภายนอกยังไม่ได้แสดงเจตนาจะถือเอาประโยชน์ ผู้เอาประกันฟ้องให้ผู้รับประกันภัยรับผิดได้(ดูฎีกาที่ 132/2540) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 132/2540 โจทก์เช่าซื้อรถบรรทุกจากบริษัท ก. โจทก์เอาประกันภัยรถไว้กับจำเลยโดยระบุให้บริษัท ก. เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อบริษัท ก. มิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัย  สิทธิของบุคคลภายนอกจึงยังไม่เกิดมาตรา 374 วรรคสอง เมื่อรถบรรทุกพลิกคว่ำได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยได้ โดยบริษัท ก. ไม่จำเป็นต้องโอนสิทธิเรียกร้องหรือมอบอำนาจให้โจทก์ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 5133/2542 สัญญาประกันภัย กฎหมายมิได้กำหนดแบบแห่งนิติกรรมไว้เพียงแต่บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือตัวแทนเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีมิใด ดังนั้น สัญญาประกันภัยจึงเกิดขึ้นเมื่อการแสดงเจตนาทำคำสนองถูกต้องตรงกัน

. ผู้จัดการจำเลย  สาขาขอนแก่น มิได้เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจทำสัญญาประกันภัยแทนจำเลย ส. จึงไม่มีอำนาจรับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันพิพาทไว้จากโจทก์ แต่การที่ ส. รับคำขอประกันภัยไว้จากโจทก์ก็เพียงเพื่อส่งคำเสนอของโจทก์ให้แก่บริษัทจำเลย สำนักงานใหญ่พิจารณาว่าจะรับประกันภัยได้หรือไม่เท่านั้น มิใช่เป็นคำสนองรับประกันภัย เมื่อบริษัทจำเลย สำนักงานใหญ่ เพิ่งได้รับคำเสนอของโจทก์เมื่อเวลา 13.55 นาฬิกา อันเป็นเวลาหลังจากที่รถยนต์บรรทุกคันพิพาทได้เกิดเหตุไปแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีคำสนองตอบรับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันพิพาทเมื่อใด จึงฟังไม่ได้ว่า ขณะที่รถยนต์บรรทุกคันพิพาทเกิดอุบัติเหตุนั้น จำเลยได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้แล้ว อันจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 167/2516 การที่ผู้ต้องเสียหายละเลยไม่เรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีที่ฟ้องให้ผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา  887 วรรคสอง ซึ่งบทบัญญัตินั้นมีผลเพียงทำให้ผู้ต้องเสียหายไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ยังขาดจากการประกันภัยได้เท่านั้น หากมีผลถึงกับทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย และทำให้ผู้ประกันภัยนั้นหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยไม่ฎีกานี้ตัดสินเอาไว้ในลักษณะที่อธิบายตัวกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สรุปศาลฎีกาตัดสินบอกว่า  ถ้าไม่เรียกเข้ามาแล้วก็มีผลเพียงแต่ว่าทำให้ผู้ต้องเสียหายนั้นอาจเสียโอกาสหรือเสียประโยชน์ในการที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ขาดไปเท่านั้นแต่ไม่มีผลทำให้ผู้รับประกันภัยนั้นหลุดพ้นความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น 

สำหรับคำพิพากษาฎีกาที่ 2447/2539 มีเรื่องอื่นเข้ามาปนด้วย จำเลยที่ 1  ขับรถคันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยด้วยความประมาทชนรถยนต์ของโจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นเสมือนหนึ่งผู้เอาประกันภัยเองตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ด้วย ส่วนการที่ผู้ต้องเสียหายไม่ได้ฟ้องหรือเรียกผู้เอาประกันภัยเข้ามาสู่คดีด้วยมาตรา 887 วรรคสอง นั้น ก็จะมีผลทำให้ผู้ที่ต้องเสียหาย ไม่อาจที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ยังขาดจากผู้เอาประกันได้เท่านั้น ไม่มีผลทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้ต้องเสียหาย และทำให้ผู้รับประกันภัยนั้นหลุดพ้นความรับผิดไปด้วย 

คำพิพากษาฎีกา 1006/2518 ในเรื่องนี้กรรมธรรมประกันภัยนั้นมีข้อความยกเว้นความรับผิดของบริษัทผู้รับประกันภัยว่า ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ถูกต้องตามกฎหมายอันสามารถที่จะใช้ขับขี่รถยนต์คันที่ได้เอาประกันภัยไว้แล้ว บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบ ผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ตามพระราชบัญญัติรถยนต์แล้วเกิดความเสียหายขึ้น ประเด็นปัญหาก็คือบริษัทผู้รับประกันภัยนั้นต้องรับผิดชอบหรือไม่ เขาบอกแล้วว่าคนที่ขับรถที่จะได้รับการคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยค้ำประกันจุนนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แสดงว่าเป็นผู้ที่สามารถที่จะใช้ขับขี่รถยนต์ได้ถูกต้อง  เมื่อไม่มีใบอนุญาตขับขี่ขนส่งแล้ว ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถจะขับขี่ในตัว ฉะนั้นเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้วบริษัทผู้ประกันภัยก็ไม่ต้องรับผิดชอบ

บัญชีเดินสะพัด 

คำพิพากษาฎีกาที่ 4985/2541 จำเลยได้เปิดบัญชีกระแสรายวันและขอสมัครเป็นผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ โดยโจทก์และจำเลยตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตว่า เมื่อโจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้เรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยแล้ว จำเลยจะต้องใช้เงินที่โจทก์จ่ายเงินแทนไปดังกล่าว โดยวิธีการให้โจทก์หักโอนชำระจากบัญชีกระแสรายวันบัตรเครดิต ต่อมาจำเลยได้ใช้บัตรชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ ตลอดจนเบิกเงินสดตามข้อตกลงในสัญญาการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ แล้วจำเลยส่งเงินชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ครบจำนวน ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เฉพาะที่ใช้บัตรเครดิตเท่านั้น

การที่จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้ก็เพื่อให้โจทก์หักเงินที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว ตามพฤติกรรมระหว่างโจทก์จำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช้บัญชีเดินสะพัด และเมื่อตามสัญญาและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเครดิต และจำเลยสามารถนำบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าจากร้านที่ตกลงรับบัตรเครดิตของโจทก์โดยไม่ต้องชำระเงินสด เมื่อร้านค้าเรียกเก็บเงิน โจทก์จะเป็นผู้ชำระแทนจำเลย แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการทำงานต่างๆ ให้จำเลย และการที่โจทก์ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บเงินเงินจากจำเลยภายหลัง จึงเป็นการเรียกเอาค่าที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป... มาตรา 193/34 (7) มิใช่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดอันมีอายุความ 10 ปี แต่อย่างใด 

เช็ค

ความรับผิดของผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน(มาตรา 900)

ผู้ที่มิได้เป็นกรรมการของนิติบุคคลลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค แม้จะประทับตราของนิติบุคคลในเช็คด้วย ก็ถือได้ว่ากระทำการแทนนิติบุคคลนั้น ผู้ที่ลงลายมือชื่อก็ต้องรับผิดตามเช็คตามมาตรา 900(ดูฎีกาที่ 7121/2539) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 7121/2539 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ที่มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คของบริษัท อ. ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นของบริษัทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ของบริษัทและของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มิได้ประทับตราของบริษัทด้วย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะผู้แทนบริษัท และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยระบุว่าการกระทำการแทนบริษัทดังกล่าว ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดตามเนื้อความที่ปรากฏในเช็คตาม ป... มาตรา 900,9001 

เช็ค(แพ่ง)

ในการกระทำนิติกรรมของกรรมการห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัดนั้นๆ จึงจะผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทนั้น ในการสั่งจ่ายเช็คก็เช่นเดียวกัน ถ้ามิได้เป็นไปตามข้อบังคับ ถือไม่ได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัดนั้นลงลายมือชื่อจ่ายเช็ค ดูฎีกาที่ 4214/2539 

คำพิพากษาฎีกาที่ 4214/2539 ข้อบังคับของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 กำหนดว่า การทำนิติกรรมใดๆ เพื่อให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการลงลายมือชื่อในเช็คที่ออกให้แก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือสั่งจ่ายเช็คตาม ป... มาตรา 900 แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เชิดจำเลยที่ 2 ออกเป็นตัวแทน ทั้งมิได้มีการนำเงินที่ได้จากการสั่งจ่ายเช็คมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 อันจะถือได้ว่าเป็นการใช้สัตยาบันแก่การกระทำจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ 

ข้อยกเว้นที่ผู้ทรงไม่ต้องนำเช็คไปยื่นต่อธนาคาร

กรณีบัญชีเงินฝากของผู้สั่งจ่ายปิดแล้ว ผู้ทรงก็ไม่จำต้องนำเช็คไปเรียกเก็บเงินอีก(ดูฎีกาที่ 1865/2517, 1494/2529)

คำพิพากษาฎีกาที่ 1494/2529 ปรากฏว่าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่ธนาคารตามเช็คถูกปิดแล้วตั้งแต่ก่อนเช็คตามฟ้องถึงกำหนด แสดงว่าธนาคารตามเช็คได้งดเว้นการใช้หนี้ตามเช็คของจำเลยทั้งสองแล้วตาม ป... มาตรา 959 () (2) ประกอบมาตรา 989 โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้ โดยไม่จำต้องนำเช็คไปยื่นเพื่อให้ธนาคารใช้เงินเสียก่อน 

คำพิพากษาฎีกาที่ 755/2526 ในกรณีฟ้องเรียกเงินตามเช็ค แม้ธนาคารจะได้เรียกเก็บเงินตามเช็คก่อนวันที่ลงในเช็ค หากบัญชีของผู้สั่งจ่ายได้ปิดไปก่อนที่ธนาคารเรียกเก็บเงินแล้วก็เป็นวันว่าเช็คนั้นไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องนำเช็คไปยื่นเพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บเงินซ้ำอีก ในกรณีเช่นนี้ผู้ทรงเช็คย่อมนำเช็คมาฟ้องร้องผู้สั่งจ่ายให้รับผิดในทางแพ่งได้ตาม ป... มาตรา 959 และ 989 

เช็ค(อาญา)

คำพิพากษาฎีกาที่ 2139/2526 จำเลยออกเช็คโดยไม่ได้ลงวันเดือนปี ย่อมถือได้ว่าไม่มีวันที่ออกเช็คกระทำผิด แม้ต่อมาจำเลยจะบอกให้บุตรสาวลงวันที่ในเช็คพิพาท ก็ผลเพียงทำให้เช็คพิพาทมีรายการสมบูรณ์ และสามารถฟ้องร้องกันได้ในทางแพ่งเท่านั้น หามีผลที่จะปรับเป็นความผิดตาม พ... ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ไม่ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2730/2523 การออกเช็คแต่ละฉบับหากจะเป็นความรับผิดก็เป็นได้เพียงครั้งเดียว ฉะนั้น เมื่อจำเลยออกเช็คพิพาทสั่งให้ใช้เงินแก้ผู้ถือให้แก่โจทก์ แล้วภริยาโจทก์นำไปขายลดให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด แล้วในวันที่เช็คถึงกำหนดใช้เงิน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จึงเป็นผู้เสียหาย และความผิดเกิดขึ้นแล้วในวันนั้น แม้ภายหลังโจทก์จะนำเงินไปแลกเช็คพิพาทคืนมาแล้วนำเงินไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม ก็ไม่ทำให้จำเลยมีความผิดอีก โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย 

คำพิพากษาฎีกาที่ 228/2503 ความผิดตาม พ... ว่าด้วยผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ถ้าธนาคารยังไม่ปฏิเสธการจ่ายเงินก็ยังไม่เกิดความผิด จะมีการนับอายุความได้ก็ต่อเมื่อเกิดความผิดขึ้นแล้ว 

ถ้านับตั้งแต่วันที่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน จนถึงวันที่ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานยังไม่เกิน 3 เดือน คดียังไม่ขาดอายุความ 

การละเมิด

คำพิพากษาฎีกาที่ 5398/2530 อาคารจอดรถของบริษัทจำเลยที่ 5 มีทางเข้าออก 1ทาง ทางออก 1 ทาง ปากทางเข้ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ที่คอกกันคอยเก็บเงินพร้อมกับออกบัตรค่าเช่าที่จอดรถราคา 5 บาท โดยจดทะเบียนไว้ในบัตรด้วย ด้านหน้าบัตรมีข้อความว่า บริการรักษาความสะอาดและรักษาความปลอดภัย ด้านหลังมีข้อความว่าผู้ขับขี่ต้องเก็บบัตรไว้กับตัว เพื่อป้องกันรถหายกรุณาคืนบัตรทุกครั้งก่อนออกจากบริเวณจอดรถ บัตรสูญหายหรือไม่นำมาแสดง บริษัทจะไม่อนุญาตให้นำรถออกมาจนกว่าจะหาหลักฐานมาแสดงจนเป็นที่พอใจ และในที่จอดรถมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนตรวจตรา ที่กำแพงบริเวณลานจอดรถก็มีคำเตือนว่า กรุณาอย่าลืมบัตรจอดรถเพราะรถยนต์อาจสูญหาย สำหรับทางขาออกมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ยืนอยู่ที่คอกกั้นคอยตรวจรับบัตรและปล่อยรถออก แม้ผู้มาใช้บริการที่จอดรถจะเป็นผู้เลือกที่จอดรถเอง ปิดประตูรถและเก็บกุญแจรถไว้เองอีกทั้งด้านหลังบัตรมีข้อความว่า หากมีการสูญหายหรือเสียหายใดๆ เกิดขึ้นทุกกรณีผู้ครอบครองต้องรับผิดชอบเองทุกประการ แต่ทำให้ผู้ใช้บริการจอดรถโดยทั่วไปเข้าใจได้ว่าที่อาคารจอดรถของจำเลยที่ 5 นี้มีบริการรักษาความปลอดภัยสำหรับที่จะนำเข้ามาจอดขณะมาติดต่อธุรกิจหรือซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 5 ซึ่งผู้ที่มิใช่เจ้าของรถจะลักลอบนำรถออกไปไม่ได้ ทั้งนี้โดยที่ผู้ใช้บริการที่จอดรถจะต้องเสียเงิน 5 บาท เป็นค่าตอบแทน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำก่อนๆ ของจำเลยทั้งห้า ก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยทั้งห้าต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่รถยนต์ที่นำเข้ามาจอด 

จำเลยที่ 2 ถึง 4 ยืนเก็บเงินออกบัตร จดทะเบียนรถลงในบัตรและตรวจบัตรขณะที่รถยนต์ออกจากลานจอดรถอยู่ที่คอกกั้นตรงทางเข้าออกลานจอดรถ หน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของรถนำรถออกไปจากลานจอดรถหรือป้องกันการโจรกรรมรถยนต์โดยตรง เมื่อทางเข้าออกลานจอดรถมีทางเดียว หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งอยู่ที่คอกกั้นตรวจบัตรอย่างเคร่งครัดก็ยากที่รถยนต์ของโจทก์จะถูกลักไปได้ การที่รถยนต์ของโจทก์สูญหายไปจึงเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ระมัดระวังตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัดอันเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ เป็นผลโดยตรงทำให้รถยนต์ของโจทก์ถูกลักไป และเป็นการประมาทเลินเล่อ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 5 ย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อโจทก์ด้วยตามมาตรา 425 

เรื่องรถยนต์หายเพราะไปจอดในปั๊มน้ำมัน ที่ศูนย์การค้า หรือสถานีบริการรับจอดรถ โจทก์มักจะฟ้องโดยอ้างมูลหนี้เป็นเรื่องสัญญาว่าเป็นผู้รับฝากรถยนต์ ถ้ามีสัญญาฝากทรัพย์เมื่อรถยนต์หาย ผู้ฝากก็ฟ้องผู้รับฝากให้รับผิดได้ แต่ถ้าเข้าไปจอดโดยไม่มีสัญญาฝากทรัพย์ก็ไม่ร้องรับผิด ทางปั๊มน้ำมันจึงเปลี่ยนแปลงรูปไปเป็นทำสัญญาเช่าพื้นที่จอดรถ เมื่อรถยนต์หายก็ไม่ต้องรับผิด คดีนี้ตั้งรูปคดีเป็นเรื่องละเมิด ไม่ตั้งเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์เพราะไม่ใช่สัญญาฝากทรัพย์ สิทธิที่ถูกกระทำละเมิดคือ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ จำเลยที่ห้าไม่ได้เป็นผู้ลักรถยนต์ จึงมีปัญหาว่าจำเลยทำอะไรที่เป็นการละเมิด ปรากฏว่ามีการเก็บค่าจัดการจราจรเพียง 5 บาท ซึ่งไม่ใช่เป็นค่าบริการจอดรถแต่มีหลักกหมายว่าการกระทำหมายรวมถึงการงดเว้นที่จะต้องกระทำด้วย การงดเว้นจะถือว่าเท่ากับการกระทำได้ต่อเมื่อผู้นั้นต้องมีหน้าที่ที่จะต้องกระทำการเพื่อป้องกันผลนั้นแล้วไม่กระทำตามหน้าที่ คดีนี้หน้าที่ตามกฎหมายไม่มี เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าผู้เปิดศูนย์การค้ามีหน้าที่ดูแลรถยนต์ที่มาจอด หน้าที่ตามสัญญาก็ไม่มี แต่มีหน้าที่อันเกิดจากความสัมพันธ์ก่อนๆ เพราะจำเลยให้เอารถยนต์ไปจอดในลักษณะอย่างนั้นก็ต้องป้องกันไม่ให้รถยนต์หายจึงเป็นละเมิดก่อให้เกิดหนี้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 

คำพิพากษาฎีกาที่ 3373/2535 ความประมาทเลินเล่อของคนขับรถคันที่ 4 ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ที่ ไปชนท้ายรถคันที่ 3 ได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นความผิดของคนขับรถคันที่ 4 ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ตนก่อให้เกิดขึ้นมานั้น เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากการที่รถคันที่ 5 ซึ่งจำเลยเป็นผู้ขับโดยประมาทไปชนท้ายรถคันที่ 4 ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ ผู้ขับรถคันที่ 4 ไม่ได้มีส่วนร่วมในความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก่อนให้เกิดความเสียหายแก่คันที่ 4 ได้รับจะนำไปอาศัยพฤติการณ์ที่ผู้ขับรถคันที่ 4 ไปกระทำโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถคันที่ 3 มารวมพิจารณาว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดยิ่งหย่อนกันเพียงไหนนั้น ย่อมไม่ได้ ความเสียหายที่รถคันที่ 4 ได้รับจะต้องถือว่าเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยผู้ขับรถคันที่ 5 แต่เพียงฝ่ายเดียว 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รถคันที่ 4 ไปชนท้ายรถคันที่ 3 ระหว่างที่ลงไปดูความเสียหายอยู่ รถคันที่ 5 มาชนรถคันที่ 4 เฉพาะความเสียหายรถคันที่ 4 ที่มีประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ฝ่ายรถคันที่ 4 จะฟ้องเรียกจากรถคันที่ 5 ที่มาเกิดเหตุที่หลัง ถ้ารถคันที่ 5 อ้างว่ารถคันที่ 4 ก็มีส่วนผิดเพราะไปชนท้ายอีกคันหนึ่งทำให้ขวางทางก็เลยมาขอเฉลี่ยความเสียหาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเหตุเกิดคนละตอนไม่เกี่ยวกันไม่ได้เกิดแบบกะทันหัน เกิดเหตุไปแล้วระหว่างลงไปดู รถคันที่ 5 ขับมาไม่ดูอะไรว่ามีขัดขวางข้างหน้าหรือไม่ก็ไปชนท้ายคันที่ 4 เข้า อย่างนี้เขาไม่ผิดที่เกิดเหตุก่อนไม่เกี่ยวกัน รถคันที่ 5 ที่มาชนทีหลังต้องรับผิดชอบเต็ม 

คำพิพากษาฎีกาที่ 1050/2495 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดบ้านเรือนโดยมีเหตุผลให้เชื่อโดยสุจริตว่า บ้านเรือนยึดเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจนถึงขายทดตลาดบ้านเรือนนั้นไป ดังนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยใช้สิทธิทางศาลเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้แทนทำการไปโดยมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดแล้ว ถึงแม้จะปรากฏว่าบ้านเรือนที่ยึดเป็นของคนอื่นก็ดี การกระทำนั้นก็ไม่เป็นการละเมิด 

การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถือว่าเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การยึดทรัพย์นี้บางครั้งทรัพย์ที่ยึดเป็นบุคคลอื่น ถ้าเจ้าหน้าที่ตามคำพิพากษาแล้วก็ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้อำนาจไว้ ไม่เป็นการจงใจทำให้ผู้อื่นเสียหาย จะมีปัญหาเฉพาะเรื่องประมาทเลินเล่อหรือไม่ ถ้าเป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาครอบครองหรือใช้สอยอยู่ซึ่งสามัญชนทั่วไปย่อมเชื่อได้ว่าทรัพย์ที่ยึดครอบครองหรือใช้สอยอยู่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็คงไม่ประมาทเลินเล่อ แต่ถ้าเป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะต้องตรวจสอบไปจากเอกสารหนังสือสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินจึงจะต้องมีการตรวจสอบก่อน หรือถ้าเชื่อว่าเขาครอบครองแทนกันก็จะต้องมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่นให้ฟังได้ว่าหรือให้เข้าใจได้โดยสุจริตได้ว่า เป็นทรัพย์ของลุกหนี้ตามคำพิพากษามิฉะนั้นอาจจะเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อซึ่งจะเป็นการละเมิดได้ 

เครื่องหมายการค้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6920/2537 โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า BIRKENSTOCK และรูปเครื่องหมายประดิษฐ์ลักษณะวงกลมที่ประกอบด้วยอักษรโรมันว่า BIRKENSTOCK BAD HONNEF-RHEIN กับรูปเท้าและกากบาทที่รัศมีมีแสงส่องสู้เบื้องบน คำว่า BIRKENSTOCK เป็นนามสกุลของบรรพบุรุษของนายคาร์ล เบอร์เคนสต็อค กรรมการผู้จัดการของโจทก์ ส่วนคำว่า BAD HONNEF-RHEIN เป็นชื่อตำบลริมแม่นำไรน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทโจทก์ โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้ารองเท้า โดยจดทะเบียนไว้ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันและประเทศอื่นอีกหลายประเทศ กับได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า BIRKENSTOCK ไว้ต่อองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก สินค้ารองเท้าของโจทก์แพร่หลายในประเทศต่างๆมาเป็นเวลานานกว่า 25 ปี เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศและมีผู้ซื้อเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย จำเลยได้เคยเห็นและรู้ถึงเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อน การที่จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทุกประการ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยขอจดทะเบียนดังกล่าวดีกว่าจำเลย 

บทบัญญัติมาตรา 21 และ 22 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพุทธศักราช 2474 เป็นบทบัญญัติสำหรับวิธีการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบ่งออกเป็นขั้นๆ รวมทั้งขั้นประกาศคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 21 (ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.. 2534 ก็มีบทบัญญัติเช่นนี้) และขั้นจดทะเบียนไว้ว่าจะต้องยื่นภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 21 แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็หาตัดสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงที่จะดำเนินคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของตนไม่ 

การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร(มาตรา 1555-1559)

แต่ถ้าเป็นเรื่องรับมรดกตามาตรา 1558 บัญญัติไว้ว่า ถ้าได้มีการฟ้องคดีรับเด็กเป็นบุตรภายในอายุความมรดก ถ้าศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เด็กนั้นก็มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม แสดงว่าในการรับมรดกมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่บิดาถึงแก่ความตาย ดูฎีกาที่ 1196/2538 

คำพิพากษาฎีกาที่ 1196/2539 แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเพิ่งคลอด และศาลฎีกาก็มีคำสั่งภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ 8 เดือนว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตาม ผู้คัดค้านที่ 2 ก็มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมย้อนหลังไปถึงวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ป... มาตรา 1558 วรรคแรก และเป็นทายาทโดยชอบธรรมลำดับที่ 1 ผู้ร้องเป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย และมิได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกอันที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้ 

กรณีที่บิดาให้การรับรองแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจฟ้องบิดาได้(ดูฎีกาที่ 3019/2541) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 3019/2541... มาตราที่ 1562 ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ ต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งหมายความห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น โจทก์เป็นบุตรที่จำเลยรับรองแล้วแต่จำเลยและมารดาโจทก์มิได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยต่อเมื่อจำเลยและมารดาโจทก์สมรสกันภายหลัง หรือจำเลยได้จดทะเบียนว่าโจทก์เป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ป... มาตรา 1547 เมื่อไม่มีการดำเนินการดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย 

อายุความจัดการมรดก(มาตรา 1733 วรรคสอง) 

การที่เจ้ามรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่นอีกถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว(ดูฎีกาที่ 2347/2540) 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2347/2540 อายุความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกในกรณีที่มีผู้จัดการมรดกนั้น ป... มาตรา 1733 วรรคสอง กำหนดห้ามมิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง หาใช่นับแต่วันที่รู้ถึงการจัดการมรดกสิ้นสุดลงไม่ เมื่อปรากฏว่าทรัพย์มรดกมีที่ดินเพียงแปลงเดียว จำเลยโอนมรดกโดยจดทะเบียนใส่ชื่อตนและนาง ท. เป็นผู้รับมรดกโดยมิได้จัดการแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ทั้งห้าเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2527 และเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดที่จะจัดการต่อไปอีก จึงถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยว่าจัดการมรดกไม่ชอบเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2534 เกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ 

ข้อสังเกต นี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานะผู้จัดการมรดก อ้างว่าจำเลยจัดการมรดกไม่ชอบ จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มีอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง

หน้าถัดไป Next Page

Hompage English
Conducting a civil case service
Conducting a criminal case service
Conducting a Youth-Family case service
Registering a business service [company limited , limited partnership]
Registering Adjusting company limited service
Registering Adjusting limited partnership service
Registering value added tax service
Registering patent and trademark copyright service
Factory License service
Alien work permit service [one year visa]
Thai permanent Residence permit for Alien service
Transfer Changing the nationality is Thai service
Proving alien nationality is Thai service
Communicating with government sector service
Working accounting and audit service
Land broker
Drafting legal act of contract service
Promoting B.O.I investment service
Food and Drug License service
Lawyer adviser service
Contact Us



 

Copyright©2003 Kitti Law Office สำนักงานกฏหมายกิตติทนายความ , All rights reserved.

tumblr page counter