|
สำนักงานกฏหมายกิตติทนายความ
เราเป็นตัวแทนรับจดทะเบียน สิทธิบัตร/การประดิษฐ์/การออกแบบผลิตภัณฑ์
และเครื่องหมายการค้าลิขสิทธิ์
1.
รับปรึกษาอรรถคดีและว่าความทั่วราชอาณาจักร คดีแพ่ง
2.
รับปรึกษาอรรถคดีและว่าความทั่วราชอาณาจักร คดีอาญา
3.
ฟ้องและสู้คดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัว
4.
รับจดทะเบียนธุรกิจทุกประเภท จัดตั้งบริษัทห้างหุ้นส่วน
5.
รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงบริษัทจำกัด
6.
รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด
7.
รับจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
8.
รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร
9.
รับขอใบอนุญาตตั้งโรงงานต่ออายุโรงงานใบอนุญาตมาตรฐานสินค้า
10.
รับขอใบอนุญาตการทำงานของคนต่างด้าว วีซ่าและต่ออายุหนังสือเดินทาง
11.
รับขอใบต่างด้าวหรือถิ่นที่อยู่ถาวรของคนต่างด้าว
12.
คนต่างด้าวขอแปลงและโอนสัญชาติเป็นคนไทย
13.
ต่างด้าวพิสูจน์สัญชาติเป็นคนไทย
14.
ติดต่อหน่วยงานราชการ
15.
รับทำบัญชีและตรวจสอบบัญชี
16.
รับเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดิน
17.
ร่างนิติกรรมสัญญา
18.
ขอรับการส่งเสริมการลงทุน (B.O.I)
19.
เป็นทนายที่ปรึกษาฯลฯ
ความรู้เรื่องคำพิพากษาฎีกา
การซื้อขาย(มาตรา
453-490)
คำพิพากษาฎีกาที่ 1447/2541
แม้เอกสารที่โจทย์และจำเลยร่วม
จะเรียกชื่อเป็นสัญญาเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาสินค้าทางวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ของกรมประชาสัมพันธ์แต่การที่โจทย์ไม่ได้ส่งรับมอบทรัพย์สินใดให้แก่จำเลยร่วม เพื่อให้จำเลยร่วมได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินใดเลย การจัดรายการและโฆษณาสินค้าของจำเลยร่วมตามที่ตกลงกับโจทก์นั้น ฝ่ายโจทก์เป็นผู้ดำเนินการหรือบริการให้ทั้งสิ้น
แม้จำเลยร่วมจะให้ค่าตอบแทนเป็นเงินแก่โจทก์เพื่อการนั้นก็ตาม
สัญญาที่จำเลยร่วมตกลงเช่าเวลาจัดรายการและโฆษณาสินค้าทางสถานีฯจากโจทก์
จึงมิใช่สัญญาเช่าทรัพย์
หากแต่เป็นสัญญาที่ตกลงให้บริการออกอากาศกระจายเสียงและแพร่ภาพทางสถานีฯของโจทก์
ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันโดยมีค่าตอบแทน ซึ่งถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ค้ารับทำการงานดังกล่าวให้จำเลยร่วมเท่านั้น เมื่อนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมไม่ใช่การเช่าทรัพย์ การที่โจทก์เรียกเอาค่าตอบแทนการจัดรายการและโฆษณาสินค้าตามที่ตกลงไว้กับจำเลยร่วม
จึงมิใช่เป็นการเรียกเอาค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/34(6)
ผู้ขายไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ขายในขณะทำสัญญา แต่ต้องสามารถโอนกรรมสิทธ์ทรัพย์ที่ขายให้กับผู้ได้(ดูฎีกาที่
3763/2542)
คำพิพากษาฎีกาที่
3763/2542 พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1
ยอมตกลงทำสัญญาขายรถยนต์พิพาทให้โจทย์นำไปให้ ส.เช่าซื้ออีกต่อหนึ่งนั้นเป็นวิธีการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง
ซึ่งจำเลยที่ 1
และโจทย์เคยปฏิบัติต่อกั่นมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นแม้โจทย์จะทราบว่าจำเลยที่1
ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์พิพาทขณะทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 1
ก็ต้องผูกพันตามสัญญาที่ได้แสดงเจตนาออกมานั้น
จะอ้างว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับโจทย์เพื่อลวงหรือหลอกให้ผู้อื่นหลงผิดไม่ได้
เพราะผู้ขายไม่จำต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะทำสัญญาซื้อขาย
คำพิพากษาฎีกาที่
519/2541 ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีข้อสัญญาใดระบุหน้าที่จำเลยว่าเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้ให้โจทก์
การที่สำงานขายจำเลยมีโฆษณาของสถาบันการเงินที่จะต่างๆ
ชักชวนให้ลูกค้าจำเลยไปกู้ยืมเงินถือเป็นเรื่องของสถาบันการเงินที่จะโฆษณาหาลูกค้า
หามีผลผูกพันให้จำเลยต้องจักหาสถาบันการเงินให้โจทก์ไม่
แม้พนักงานของจำเลยจะเรียกหลักฐานจากโจทก์เพื่อติดต่อสถาบันการเงินให้โจทก์
ก็เป็นเรื่องให้ความสะดวกแก่โจทก์
เพื่อประโยชน์แก่การขายอาคารชุดของจำเลยมากกว่าที่จำเลยจะผูกพันในรูปสัญญาจะจักหาแหล่งเงินกู้ให้โจทก์
ส่วนเอกสารที่สถาบันการเงินมีถึงจำเลย
แสดงความยินดีสนับสนุนลูกค้าที่ซื้ออาคารชุดจำเลย ก็ไม่ใช่เอกสารที่ผูกพัน จะฟังได้ว่าจำเลยมีสัญญาจัดหาแหล่งเงินกู้ให้โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่
76/2496 เป็นเรื่องการซื้อขายรถยนต์
ซึ่งผู้ขายได้ส่งมอบรถยนต์ให้ผู้ซื้อแล้ว แต่ผู้ซื้อว่าส่งมอบไม่พอ
ต้องไปรับรองที่กองทะเบียนกรมตำรวจด้วยว่าขายรถยนต์ให้ผู้ซื้อแล้วเพื่อจะได้จดทะเบียนในสมุดคู่มือรถยนต์ให้โอนมาเป็นชื่อของ
ทางฝ่ายผู้ซื้อ ผู้ขายไม่ยอม
ไปอ้างว่าหน้าที่ในการซื้อขายมีแค่โอนกรรมสิทธิ์กับส่งมอบจบแล้ว ศาลฎีกาบอกไม่ใช่
นอกจากจะต้องส่งมอบรถยนต์แล้วทางฝ่ายผู้ขายยังมีหน้าที่ต้องไปรับรองต่อกองทะเบียนยานพาหนะ
กรมตำรวจด้วยว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อแล้ว
เพื่อเจ้าพนักงานจะได้รับจดทะเบียนจะไม่ใช่หลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ก็เป็นการจำเป็นแก่การที่จะใช้รถยนต์นั้นหน้าที่ประการอื่นของผู้ขาย
ก็เป็นหน้าที่ตามสัญญาเช่นว่าขายบ้านแล้วทางฝ่ายผู้ซื้อผู้ขายตกลงกันว่าผู้ขายจะต้องทาสีบ้านใหม่จากสีขาวเป็นสีเหลือง
คือเป็นหน้าที่ตามสัญญา หน้าที่ตามสัญญาไม่ค่อยยาก
สัญญาว่าอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาอยู่แล้วผูกมัดกันตามข้องสัญญา
คำพิพากษาฎีกาที่
6848/2540 ซื้อที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลย
เมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โจทก์เป็นเจ้าของรวมแล้ว
จำเลยยังมีหน้าที่ตามสัญญาต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์
การโอนกรรมสิทธิ์
คำพิพากษาฎีกาที่ 1885/2531
การยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องตาม ป.พ.พ.
มาตรา 481 นั้นต้องเป็นการยอมโดยสมัครใจ
การที่เจ้าพนักงานศุลกากรยึดรถยนต์ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยโดยอ้างอำนาจกฎหมาย ไม่เป็นการยอมตามบุคคลภายนอกเรียกร้องตามมาตรา 481
ดังนั้นความรับผิดของจำเลยผู้ขายรถยนต์ ไม่อยู่ในบังคับอายุความตามมาตราดังกล่าว
แต่เป็นการกรณีอายุความทั่วไปตามมาตรา 164(ตรงกับมาตรา 193/30 ใหม่)
คำพิพากษาฎีกาที่
390/2518(ประชุมใหญ่)
การยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องซึ่งมาตรา
481 บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีในข้อความรับผิดเพื่อการโอนสิทธิ
เมื่อพ้นกำหนด 3เดือนนั้น ต้องเป็นการยอมโดยสมัครใจ การที่ตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ไปจากโจทก์โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย
ซึ่งโจทก์จำต้องยอมให้ยึด มิฉะนั้นโจทก์อาจต้องมีความผิดในทางอาญานั้น
กรณีไม่ใช่โจทก์ยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้อง ไม่อยู่ในอายุความ 3
เดือน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 481
แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความตามมาตรา
164 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี เปรียบเทียบกับฎีกาที่ 2367/2516 โจทก์และจำเลยต่างมีอาชีพรับซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์ จำเลยซื้อรถยนต์จาก
ส. แล้วขายต่อให้โจทก์
ต่อมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดรถยนต์คันนั้นไปจากโจทก์ โดยบอกโจทก์ว่ารถยนต์นั้น
ส.
ยักยอกมาจากเจ้าของแท้จริง และแนะนำให้โจทก์คืนรถให้แก่เจ้าของ
แล้วให้โจทก์ไปเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยโจทก์ก็ยินยอมมอบรถยนต์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปและโจทก์ว่าจะไปทวงถามเอาจากจำเลยเอง
ดังนี้ถือว่าโจทก์ผู้ซื้อยอมตามที่บุคคลภายนอกเรียกร้องดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 481แล้ว
เมื่อโจทก์มาฟ้องให้จำเลยชำระค่ารถคืนเกินกว่า 3 เดือน
นับแต่วันรถถูกยึดไป คดีจึงขาดอายุความ จะเห็นได้ว่าตามฎีกาที่ 2367/2516
เป็นเรื่องโจทก์ยินยอมมอบรถให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจไป
จึงถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ยอมตามบุคคลภายนอกเรียกร้อง มีอายุความ 3 เดือน มาตรา 481 แต่ตามฎีกาที่ 390/2518 เป็นเรื่องที่ตำรวจยึดรถไป ไม่ใช่กรณีตามมาตรา 481 มีอายุความ 10 ปี
ตามมาตรา 164
กรณีที่ผู้ขายไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อได้
เพราะผู้ขายไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น
เป็นเหตุให้ผู้ซื้อเสียหายต้องคืนเงินให้แก่ผู้ที่ซื้อต่อจากตน
ผู้ซื้อฟ้องค่าเสียหายดังกล่าวคืนจากผู้ขายได้ ไม่ใช่เรื่องการรอนสิทธิ
ไม่ตกอยู่ในอายุความมาตรา 481(ดูฎีกาที่ 4366/2539)
การเช่าซื้อ
การไม่ชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ
จนเป็นเหตุให้มีการเลิกสัญญาอันได้แก่ค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่ผู้เช่าซื้อครอบครองทรัพย์อยู่ตามนัย
ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสามเท่านั้น
และถ้าทรัพย์ที่คืนมาเสียหายผู้เช่าซื้อต้องรับผิดนอกเหนือไปจากความเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบอีกด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่
985/2532
ในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อนั้น
ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อ
ริบเงินค่าเช่าซื้อที่ส่งแล้วและมีสิทธิเรียกร้องค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่ผู้เช่าซื้อครอบครองทรัพย์อยู่
ภายหลังจากการเลิกสัญญาตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 391
วรรคสาม
และถ้าทรัพย์สินที่คืนมาเสียหายผู้เช่าซื้อต้องรับผิดนอกเหนือไปจากความเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบ
และต้องรับผิด
สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่
3358/2530 ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 5 ว่าด้วยการเช่าซื้อ ไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความได้โดยตรง
แต่ค่าเช่าซื้อก็เป็นค่าเช่าในการใช้ทรัพย์สินอย่างหนึ่ง
ดังนั้นหากผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นพ่อค้าฟ้องเรียกร้องเอาค่าเช่าซื้อ สังหาริมทรัพย์(เครื่องรับโทรศัพท์)
ที่ค้างชำระอยู่จึงจ้องฟ้องเสียภายในอายุความ
2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156(6) ไม่ใช่ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164
คำพิพากษาที่
192/2512
ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา และเรียกให้ผู้เช่าซื้อ
ส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ หากส่งคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนนั้น
เป็นการที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ให้สิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์คืน อยู่ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี
คำพิพากษาฎีกาที่
601/2513 เมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา
ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเพียงริบค่าเช่าซื้อที่ได้รับไว้กับเรียกเอาทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน
จะเรียกเอาค่าเช่าที่ค้างด้วยไม่ได้
จะเรียกได้อีกก็แต่ค่าที่เช่าซื้อนั้นเสียหายเพราะเหตุอื่นนอกเหนือไปจากการใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยชอบ
ผู้ให้เช่าซื้อก็เรียกค่าเสียหายได้ด้วยและการฟ้องร้องค่าเสียหายเช่นนี้ มีอายุความ 10
ปี
คำพิพากษาฎีกาที่
3944/2535
สัญญาเช่าซื้อกำหนดว่า
ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลารวม 36 งวด
ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลารวม 36 งวด
ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน
แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 10 ล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาตลอดมา
แต่โจทก์ก็ยอมรับชำระโดยมิได้ทักท้วง แสดงว่าในทางปฏิบัติโจทก์และจำเลยที่ 1
มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป
ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่
11 จะถือว่าจำเลยที่ 1
ผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไปตามสัญญาไม่ได้
กรณีเช่นนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาโจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 387
เสียก่อน เมื่อจำเลยที่ 1
ไม่ชำระโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาไม่ได้
อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1
เพราะเหตุที่จำเลยที่
1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดต่อมาและจำเลยที่ 1 ก็ยินยอมโดยไม่โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1
ต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญากันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์พิพาทคืน
คำพิพากษาฎีกาที่
1703/2536
การที่สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกด้วยการนำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์มิใช่กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะจำเลยผู้เช่าซื้อถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย
หรือประพฤติผิดสัญญาอันจะทำให้จำเลยมีหน้าที่ต้องชดใช้ราคาค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญา
เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยจำเลยได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาตามสัญญาและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
573 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายก็ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังเดิมตามมาตรา 391 ดังนั้นแม้จำเลยค้างชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์รวม 3
งวด อยู่ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน
โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกได้
คำพิพากษาฎีกาที่
3842/2526
สัญญาเช่าซื้อที่ว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงคราวเดียวหรืองวดเดียว
ผู้ให้เช่าซื้อบอกสัญญาได้นั้น แม้จะแตกต่างกับ ป.พ.พ.มาตรา 574
วรรคแรก
แต่กฎหมายบทนี้มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
จึงใช้บังคับได้
คำพิพากษาฎีกาที่
3408/2530 สัญญาเช่าซื้อระบุว่า
การชำระค่าเช่าซื้อตรงตามกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญของสัญญา ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัด
ค้างชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันหรือผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่สองงวดขึ้นไป
ให้สัญญาเช่าซื้อเป็นอันยกเลิกเพิกถอนทันที
แต่ในทางปฏิบัติเมื่อจำเลยผู้เช่าซื้อมิได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ตรงตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญาตลอดมา
โจทก์ก็ยอมรับชำระโดยมิได้อิดเอื้อน
จึงเห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาตามสัญญาเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ
หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลย
โจทก์ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
กล่าวคือต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้องวดที่ติดค้างอยู่
ต่อเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น
โจทก์จึงจะบอกเลิกสัญญาได้
การเช่าทรัพย์
สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า
แม้สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าให้ผู้อื่นได้ก็ตาม
ก็ยังถือว่าสัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว
ไม่เป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทของผู้เช่า(ดูฎีกาที่
383/2540)
คำพิพากษาฎีกาที่
383/2540 การเช่าทรัพย์สินนั้น
ปกติฝ่ายผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าว่า
จะสมควรได้รับความไว้วางใจในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าและในการดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่
ฉะนั้น สิทธิของผู้เช่าจึงมีสภาพเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตาย สัญญาเช่าเป็นอันระงับไป
ไม่ตกทอดไปถึงทายาท ที่สัญญาเช่าข้อ 4
ระบุว่าในระหว่างสัญญาเช่า ยังไม่ครบกำหนดอายุสัญญา
ผู้เช่ามีสิทธิที่จะโอนการเช่าได้
แก่ผู้อื่นได้แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินให้แก่ผู้ให้เช่านั้น
เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการโอนการเช่าระหว่างที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่ายังชีวิตอยู่
ซึ่งอาจะทำได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 544
และเพียงบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะคู่สัญญาหาได้ตกทอดมายังจำเลยแต่อย่างใดไม่
กรณีใช้สิทธิหรือใช้อำนาจในทรัพย์สินของตัวเองมีตัวอย่างเรื่องหนึ่ง ที่มีปัญหาว่าจะเป็นการละเมิดหรือไม่
คือเรื่องการเช่าบ้านแล้วสัญญาเช่าหมดอายุแต่เช่าไม่ยอมออกให้เช่าหรือเจ้าของบ้านไปใส่กุญแจบ้านได้หรือไม่
การที่ผู้เช่าฝืนอยู่ในบ้านที่เช่า
ไม่ยอมออกผู้ให้เช่าหรือเจ้าของบ้านที่เช่าหมดอายุหรือมีการบอกการเช่าหรืออยู่โดยละเมิดก็ตาม
บุคคลที่เช่าหรืออยู่นั้นเป็นการอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นละเมิดแต่การที่เขาอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเจ้าของบ้านไม่สามารถจะไปดึงฉุดกระชากเขาออก
เพราะกฎหมายกำหนดทางออกไว้แล้วว่า
เมื่อมีการบุกรุกหรืออยู่โดยผิดสัญญาเช่าอันเป็นการละเมิดนี้
เจ้าของจะต้องฟ้องขับไล่แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมาบังคับให้ออก
ในบางครั้งการที่ไปฟ้องไล่นั้นไม่ทันใจเจ้าของบ้าน จึงเอากุญแจใส่บ้านขังเขาไว้
การใส่กุญแจบ้านไม่ผิด แต่การที่ขังเขาไว้ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ
แต่ถ้าขณะนั้นเขาไม่อยู่บ้านแล้วไปใส่กุญแจบ้านก็เป็นได้อีกกรณีหนึ่งมีตัวอย่าง
คือคำพิพากษาฎีกาที่
3921/2535
เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าจึงเป็นอันสิ้นสุด
โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในสถานที่เช่าอีกต่อไป
การที่จำเลยไม่จ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำประปาให้โจทก์
และต่อมาจำเลยได้ใส่กุญแจไม่ให้โจทก์เข้าไปใช้สถานที่เช่า เป็นการกระทำภายหลัง
สัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงได้โดยได้กำหนดเวลาให้โจทก์พอสมควรแล้ว จึงไม่เป็นการละเมิด
โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ขาดรายได้จากกิจการของโจทก์และค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่พนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลง กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย เช่น
กรณีศูนย์การค้าแบ่งพื้นที่ให้บริษัทห้างร้านเช่าขายสินค้า
เมื่อขายไม่ดีก็ไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของผู้ให้เช่าก็เลยตัดน้ำตัดตัดไฟ
ผู้ให้เช่าจึงบอกเลิกสัญญาและให้ขนย้ายออกไปแล้วแต่ผู้เช่าก็ยังไม่ขนย้ายออกไปทั้งๆ
ที่ถูกตัดน้ำตัดไฟ
เมื่อผู้เช่ากลับไปนอนตอนกลางคืนผู้ให้เช่าเอากุญแจมาใส่ซ้อนไม่ให้ผู้เช่าเข้าพื้นที่ที่เช่า
ผู้เช่าจึงมาฟ้องผู้ให้เช่าเรียกว่าค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด
มีประเด็นว่าผู้ให้เช่ากระทำละเมิดต่อผู้เช่าหรือไม่ เมื่อพิจารณาตามมาตรา 420
ก็มีจุดที่ว่าการกระทำของผู้ให้เช่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
การที่ผู้ให้เช่าตัดน้ำตัดไฟเป็นอำนาจในการใช้ของผู้ให้เช่าซึ่งเป็นผู้ขอมาจากการประปาและการไฟฟ้า
ตามสัญญาเขามีหน้าที่ต่อ เมื่ออีกฝ่ายไม่ผิดสัญญา
เมื่อเขาผิดสัญญามีการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วการตัดน้ำตัดไฟก็ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาและการใส่กุญแจห้องที่เช่าก็ถือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ซึ่งเป็นการผิดสัญญาและการใส่กุญแจห้องที่เช่าก็ถือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าก็ไม่เป็นละเมิด
ฉะนั้นที่ผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าฟ้องฐานละเมิดกรณีจึงฟังไม่ได้ต้องยกฟ้องไป แต่ถ้ากรณีที่เขาไม่ยอมออกแล้วยังอยู่ในบ้าน
แม้จะเป็นการอยู่โดยละเมิดก็ตามถ้าเจ้าของบ้านไปใส่กุญแจไม่ผิดฐานละเมิดที่ไปทำต่อตัวบ้านเพราะตัวบ้านเป็นของผู้ให้เช่าแต่จะละเมิดต่อตัวบุคคลที่อยู่ในบ้าน
ทำให้เขาเสื่อมเสียเสรีภาพ
หากเป็นกรณีถ้าตัวไม่อยู่แต่มีสิ่งของอยู่เหมือนอย่างตามคำพิพากษาฎีกานี้
ของเขาเก็บอยู่ในห้องที่เช่าทำให้ผู้เช่าเอาของออกไม่ได้เพราะใส่กุญแจเป็นละเมิดหรือไม่
ผู้ให้ขนออกแล้วในระยะเวลาพอสมควรและบอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบแล้วการที่ไม่ยอมขนของออกก็ถือว่าช่วยไม่ได้
ผู้ให้เช่ามีสิทธิใส่กุญแจได้ฝากทรัพย์(มาตรา
657-673)
คำพิพากษาฎีกาที่
1621/2534 จำเลยยินยอมให้ลูกค้านำรถยนต์มาจอดในบริเวณที่ว่างในสถานีบริการน้ำมัน
ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน เป็นการชั่วคราวได้โดยไม่ต้องเสียเงิน
แต่ถ้านำรถยนต์ออกไปจากที่จอดหลังเวลา
6 นาฬิกาจะต้องเสียเงินคันละ 10 บาท การ
นำรถยนต์มาจอด
ล็อคประตูแล้วเก็บกุญแจไว้เองมิได้ส่งมอบให้พนักงานของจำเลยการครอบครองรถยนต์ระหว่างที่จอดยังอยู่ในความครองของ
ส.
แม้จะมีการเก็บเงินค่าจอดหรือค่าบริการก็ไม่เป็นการฝากทรัพย์
คำพิพากษาฎีกาที่
7287/2539 ด. และ ห.
นำรถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณที่จอด โดยได้ชำระเงินค่าจอดให้พนักงานของจำเลยทั้งสอง
และได้รับใบรับซึ่งมีข้อความว่าบัตรจอดรถ โดย ด. และ ห.
ยังคงเก็บกุญแจรถไว้เองแล้วออกไปจากบริเวณที่จอดรถดังกล่าว
ยังไม่พอฟังว่าเป็นการส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยทั้งสอง
อันจะทำให้จำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะผู้รับฝากทรัพย์มีบำเหน็จ เมื่อรถยนต์สูญหายไป
จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหาย ข้อสังเกต ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1621/2534 และ 7287/2539 เจ้าของรถยนต์นำรถยนต์รถยนต์เข้าไปจอด
แต่เก็บกุญแจรถยนต์ไว้เอง ยังไม่พอฟังว่าได้มอบรถยนต์ไว้ในอารักขาของจำเลย
ดูคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
เจ้าของรถยนต์ได้มอบกุญแจรถยนต์แก่พนักงานของจำเลยไว้ถอยเข้าออกศาล
ฎีกาถือว่าเป็นการฝากทรัพย์แล้ว(ดูฎีกาที่ 925/2536)
คำพิพากษาฎีกาที่
925/2536 การที่จำเลยที่ 1
จัดบริการให้แก่ลูกค้าซึ่งไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารของจำเลยที่
1
โดยให้จำเลยที่
2 ต้อนรับ
เอากุญแจรถยนต์ขับรถยนต์ขับรถยนต์เข้าที่จอดและเคลื่อนย้ายรถยนต์หากมีรถยนต์คันอื่นเข้าออกในบริเวณภัตตาคาร
ออกใบรับที่จดหมายเลขทะเบียนรถยนต์และรับกุญแจรถยนต์ของลูกค้าเก็บไว้
การที่จำเลยที่
1 ปฏิบัติเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการฝากทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657
คำพิพากษาฎีกาที่
4235/2541 โจทก์นำรถยนต์ไปฝากไว้กับจำเลย
จำเลยเรียกเก็บค่าฝากเป็นรายเดือน
มีระเบียบว่าเจ้าของรถต้องฝากกุญแจรถไว้กับจำเลยเลื่อนรถได้ในกรณีที่มีรถอื่นเข้ามาจอด
ซึ่งโจทก์ก็ได้มอบกุญแจรถให้จำเลยทุกครั้งที่มาจอด
พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการรับฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ
หาใช่เป็นเรื่องให้เช่าสถานที่จอดรถไม่
การขายฝาก
ผลของการไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝาก(มาตรา 492)
เมื่อไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากภายในกำหนดเวลาไถ่
หรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์สินอันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้
ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ (มาตรา 492 วรรคหนึ่ง)
บทบัญญัตินี้ได้มีการแก้ไข ในปี 2541
ได้แก้ไขหลักเกณฑ์จากเดิมว่าเมื่อไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากถือว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกไปแก่ผู้ซื้อฝากเลยเป็นว่าให้ทรัพย์สินที่ขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ชำระสินไถ่
หรือวางทรัพย์สินอันเป็นสินไถ่จากบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่นี้
แสดงว่าในช่วงเวลานับแต่เวลาขายฝากจนถึงเวลาขายฝากจนถึงเวลาไถ่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายฝากตกเป็นของผู้ซื้อฝาก
ผู้ซื้อฝากจึงมีสิทธิครอบครองใช้ ประโยชน์
และได้ดอกผลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์
คำพิพากษาฎีกาที่
656/2517 ดอกผลของทรัพย์ที่ขายฝาก
ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างกำหนดเวลาขายฝากย่อมตกได้แก่ผู้ซื้อฝาก ที่มาตรา492 แห่ง ป.พ.พ.
บัญญัติว่าทรัพย์สินซึ่งขายฝากถ้าไถ่ภายในเวลาที่กำหนดให้ต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ไม่เคยตกไปแก่ผู้ซื้อเลยนั้น
หมายถึงเฉพาะตัวทรัพย์ที่ขายฝากเท่านั้น ไม่รวมถึงดอกผลด้วย
ข้อสังเกต
ตามคำพิพากษาฎีกานี้
หากวินิจฉัยตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ผลของคดีก็เป็นเช่นเดียวกัน
แต่เหตุผลต้องเปลี่ยนเป็นว่า ตามมาตรฐาน492
เมื่อไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากแล้ว
ให้ทรัพย์สินที่ขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ชำระสินไถ่แสดงว่าก่อนไถ่
ทรัพย์สินที่ขายฝากย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อฝากอยู่
ดอกผลที่เกิดขึ้นเวลาดังกล่าวจึงตกเป็นของผู้ซื้อฝากโดยอาศัยอำนาจ
แห่งกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336
การจำนอง
คำพิพากษาฎีกาที่
5733/2537
เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นประกันหนี้ประธานถึงกำหนดหนี้ตามสัญญาจำนองอันเป็นหนี้อุปกรณ์ที่จำเลยทำไว้เป็นประกันหนี้ประธานดังกล่าวย่อมถึงกำหนดเช่นกัน
การที่ผู้รับจำนองไปขอให้ศาลขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ถือว่าเป็นการบังคับจำนอง
ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น(ดูฎีกาที่ 2825/2527)
คำพิพากษาฎีกาที่
2825/2527 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนอง ชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่
จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ
แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องบังคับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ
แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องบังคับจำนองโดยตรง
แต่โจทก์ก็ขอให้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ยึดมาโดยปลอดจำนอง
อันถือได้ว่าเป็นการขอให้บังคับชำระหนี้บุริมสิทธิซึ่งอยู่ในฐานะที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น
ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่เจ้าหนี้บุริมสิทธิชอบทีจะได้รับ
แต่เงินที่เหลือจากการชำระหนี้จำนองของโจทก์ ถ้าหากมีดังที่บัญญัติไว้ใน ป.
วิ.พ.มาตรา 289
วรรคสุดท้าย
ข้อสังเกต ฎีกานี้เวลาฟ้อง ฟ้องอย่างเจ้าหนี้สามัญ แต่เวลาบังคับคดี
ได้มีการขอให้ขายทรัพย์มีจำนองอย่างปลอดจำนอง
โจทก์จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
ในชั้นบังคับคดีที่มีเจ้าหนี้อื่นฟ้องผู้จำนอง
และมีการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด
ตลาด ผู้รับจำนองมีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้จำนอง ป.วิ.พ.มาตรา 289
ซึ่งก็จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้สามัญ
อย่างไรก็ตามแม้ผู้รับจำนองไม่ยื่นคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าว
ก็ไม่ทำให้สิทธิของผู้รับจำนองเสียไป(ดูฎีกาที่ 3655/2538)
คำพิพากษาฎีกาที่
3655/2538
การที่ผู้รับจำนองไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด
หาทำให้สิทธิในฐานผู้รับจำนองเสียไปไม่ฉะนั้น
เมื่อเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วก็ต้องชำระหนี้จำนองให้แก่ผู้รับจำนองก่อน
คำพิพากษาฎีกาที่
741/2523
การที่จำเลยที่ 3 ที่ 4
จำนองที่ดินแก่โจทก์เพื่อเป็นประกันสัญญาจัดตั้งสาขาธนาคารนั้น
เป็นการให้สัญญาแก่โจทก์ว่าถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย
แก่โจทก์แล้วไม่ชำระหนี้ค่าเสียหายนั้น ก็ให้โจทก์บังคับจำนองได้ จำเลยที่ 3 ที่ 4
จะอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 689
สนลักษณะค้ำประกันว่าการบังคับหนี้ควรจะบังคับจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนหาได้ไม่
แม้ผู้ซื้อซื้อโดยสุจริตจากการขายทอดตลาด
จำนองก็ยังติดไปด้วย(ดูฎีกาที่ 1536/2500, 132/2535)
คำพิพากษาฎีกาที่
1536/2500 ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แต่ ป.พ.พ.มาตรา 1330 บัญญัติเพียงว่าสิทธิของผู้ซื้อไม่เสียไป
แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิใช่ของจำเลย
มิได้คุ้มครองถึงกับให้ผู้ซื้อได้สิทธิโดยปลอดจากภาระผูกพันใดๆ หากโจทก์รับ
จำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย การจำนองย่อมติดไปกับที่ดิน
โจทก์ก็มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินพิพาทได้กู้ยืม
คำพิพากษาฎีกาที่
382/2537 จำเลยที่ 3
ค้ำประกันและจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้กับโจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท
หรือไม่เกิน
400,000 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3
มีเจตนาค้ำประกันและจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่
1 ในวงเงิน 400,000 บาท เท่านั้น แม้จะปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1
กู้เป็นเงินเกินบัญชีวงเงิน 400,000 บาท
ก็เป็นการผูกพันระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 กับโจทก์เท่านั้น
หามีผลผู้พันจำเลยที่ 3 ด้วยไม่
ดังนั้นเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยที่ 3
มีหนังสือขอชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เมื่อถึงกำหนดโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
701 ค้ำประกัน
คำพิพากษาฎีกาที่
2565/2533 เมื่อสัญญาขายลดเช็คระหว่างบริษัท ค.
กับโจทก์ไม่มีข้อจำกัดว่าเช็ค ที่บริษัท ค.
นำมาขายลดแก่โจทก์จะต้องเป็นเช็คของลูกค้าบริษัท ค.
เท่านั้นและตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ระบุความรับผิดของจำเลยรวมถึงหนี้ตามเช็คของบุคคลอื่นที่บริษัท
ค. นำมาขายลดแก่โจทก์ด้วย
จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งบริษัท ค. เป็นหนี้โจทก์ 2 ล้านบาทเศษ
คำพิพากษาฎีกาที่
2053/2535
จำเลยที่ 2
เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ในวงเงินไม่เกิน 1,000,000
บาท ไม่ได้ระบุจะค้ำประกันตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับไหน และไม่ได้ระบุเวลาไว้
และยังตกลงให้หนังสือสัญญาค้ำประกันนี้มีผลใช้บังคับตลอดจนกว่าธนาคารจะบอกเลิกการให้สินเชื่อ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2
เจตนาค้ำประกันหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่จำกัดจำนวนฉบับและไม่จำกัดระยะเวลาตลอดไป
ในวงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1
ในหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับสุดท้ายที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้
คำพิพากษาฎีกาที่
678/2540 สัญญาขายลดเช็คเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งที่ไม่มีแบบ การที่จำเลยที่ 1
นำเช็คที่ตนเป็นผู้สั่งจ่ายโดยตกลงวันที่ล่วงหน้าไปมอบให้ธนาคารและรับเงินจากธนาคาร
โดยมีข้อตกลงว่าหากเรียกเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยที่ 1
ยอมใช้เงินตามเช็คพร้อมพอกเบี้ยเป็นการขายลดเบี้ย
จำเลยที่ 2
ทำสัญญาค้ำประกันการขายลดเช็คของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ
จำกัด สาขาสามยอด ในวงเงิน 2 ล้านบาท
แต่สัญญาค้ำประกันระบุว่าค้ำประกันหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คระหว่างจำเลยที่ 1 กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด มิได้ระบุว่าเจตนาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1
ที่มีต่อธนาคารกรุงเทพสาขาใดโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาราชวงศ์ ที่จำเลยที่ 1 ลงชื่อสั่งจ่ายไปลดให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาราชวงศ์แล้วจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 2
ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน
การจ้างทำของ
ความรับผิดชอบของผู้ว่าจ้าง(มาตรา 428)
คำพิพากษาฎีกาที่
2077/2542 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 และที่ 3
ก่อสร้างอาคารตึกคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งอยู่ติดกับอาคารพาณิชย์ของโจทก์
และตามสัญญารับจ้างเหมางานก่อสร้างระหว่างของจำเลยที่ 2
และที่ 3 จะต้องกระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3
ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
ประกอบข้อเท็จจริงว่าระหว่างการก่อสร้างจำเลยที่ 1
ไปควบคุมดูแลการก่อสร้างตลอดเวลาย่อมถือได้ว่าจำเลยที่
1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือคำสั่งที่ตนให้ไว้
หรือในการเลือกหาผู้รับจ้างตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 428 แห่ง ป.พ.พ. เมื่อการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 2 และที่ 3
ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคารของโจทก์จำเลยที่ 1
จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น
การประกันภัย(มาตรา
861-897)
สัญญาประกันภัย(มาตรา 861)
สัญญาประกันภัยที่กำหนดบุคคลอื่นเป็นผู้ได้รับประโยชน์
เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
เมื่อบุคคลภายนอกยังไม่ได้แสดงเจตนาจะถือเอาประโยชน์
ผู้เอาประกันฟ้องให้ผู้รับประกันภัยรับผิดได้(ดูฎีกาที่
132/2540)
คำพิพากษาฎีกาที่
132/2540 โจทก์เช่าซื้อรถบรรทุกจากบริษัท ก.
โจทก์เอาประกันภัยรถไว้กับจำเลยโดยระบุให้บริษัท ก.
เป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อบริษัท ก.
มิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัย สิทธิของบุคคลภายนอกจึงยังไม่เกิดมาตรา 374
วรรคสอง เมื่อรถบรรทุกพลิกคว่ำได้รับความเสียหาย
โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยได้ โดยบริษัท ก.
ไม่จำเป็นต้องโอนสิทธิเรียกร้องหรือมอบอำนาจให้โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่
5133/2542 สัญญาประกันภัย
กฎหมายมิได้กำหนดแบบแห่งนิติกรรมไว้เพียงแต่บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด
หรือตัวแทนเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีมิใด ดังนั้น
สัญญาประกันภัยจึงเกิดขึ้นเมื่อการแสดงเจตนาทำคำสนองถูกต้องตรงกัน
ส.
ผู้จัดการจำเลย สาขาขอนแก่น
มิได้เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจทำสัญญาประกันภัยแทนจำเลย ส.
จึงไม่มีอำนาจรับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันพิพาทไว้จากโจทก์ แต่การที่ ส.
รับคำขอประกันภัยไว้จากโจทก์ก็เพียงเพื่อส่งคำเสนอของโจทก์ให้แก่บริษัทจำเลย
สำนักงานใหญ่พิจารณาว่าจะรับประกันภัยได้หรือไม่เท่านั้น
มิใช่เป็นคำสนองรับประกันภัย เมื่อบริษัทจำเลย สำนักงานใหญ่
เพิ่งได้รับคำเสนอของโจทก์เมื่อเวลา 13.55
นาฬิกา อันเป็นเวลาหลังจากที่รถยนต์บรรทุกคันพิพาทได้เกิดเหตุไปแล้ว
ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีคำสนองตอบรับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันพิพาทเมื่อใด
จึงฟังไม่ได้ว่า ขณะที่รถยนต์บรรทุกคันพิพาทเกิดอุบัติเหตุนั้น
จำเลยได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้แล้ว
อันจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่
167/2516
การที่ผู้ต้องเสียหายละเลยไม่เรียกตัวผู้เอาประกันภัยเข้ามาในคดีที่ฟ้องให้ผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 887
วรรคสอง
ซึ่งบทบัญญัตินั้นมีผลเพียงทำให้ผู้ต้องเสียหายไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ยังขาดจากการประกันภัยได้เท่านั้น
หากมีผลถึงกับทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย
และทำให้ผู้ประกันภัยนั้นหลุดพ้นความรับผิดไปด้วยไม่ฎีกานี้ตัดสินเอาไว้ในลักษณะที่อธิบายตัวกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สรุปศาลฎีกาตัดสินบอกว่า
ถ้าไม่เรียกเข้ามาแล้วก็มีผลเพียงแต่ว่าทำให้ผู้ต้องเสียหายนั้นอาจเสียโอกาสหรือเสียประโยชน์ในการที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ขาดไปเท่านั้นแต่ไม่มีผลทำให้ผู้รับประกันภัยนั้นหลุดพ้นความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น
สำหรับคำพิพากษาฎีกาที่
2447/2539 มีเรื่องอื่นเข้ามาปนด้วย จำเลยที่ 1 ขับรถคันที่จำเลยที่ 3
รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยด้วยความประมาทชนรถยนต์ของโจทก์
ถือว่าจำเลยที่ 1
เป็นเสมือนหนึ่งผู้เอาประกันภัยเองตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย
ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ด้วย
ส่วนการที่ผู้ต้องเสียหายไม่ได้ฟ้องหรือเรียกผู้เอาประกันภัยเข้ามาสู่คดีด้วยมาตรา
887 วรรคสอง นั้น
ก็จะมีผลทำให้ผู้ที่ต้องเสียหาย
ไม่อาจที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ยังขาดจากผู้เอาประกันได้เท่านั้น
ไม่มีผลทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อผู้ต้องเสียหาย
และทำให้ผู้รับประกันภัยนั้นหลุดพ้นความรับผิดไปด้วย
คำพิพากษาฎีกา
1006/2518 ในเรื่องนี้กรรมธรรมประกันภัยนั้นมีข้อความยกเว้นความรับผิดของบริษัทผู้รับประกันภัยว่า
ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ถูกต้องตามกฎหมายอันสามารถที่จะใช้ขับขี่รถยนต์คันที่ได้เอาประกันภัยไว้แล้ว
บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบ
ผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ตามพระราชบัญญัติรถยนต์แล้วเกิดความเสียหายขึ้น
ประเด็นปัญหาก็คือบริษัทผู้รับประกันภัยนั้นต้องรับผิดชอบหรือไม่
เขาบอกแล้วว่าคนที่ขับรถที่จะได้รับการคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยค้ำประกันจุนนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
แสดงว่าเป็นผู้ที่สามารถที่จะใช้ขับขี่รถยนต์ได้ถูกต้อง เมื่อไม่มีใบอนุญาตขับขี่ขนส่งแล้ว
ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถจะขับขี่ในตัว
ฉะนั้นเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้วบริษัทผู้ประกันภัยก็ไม่ต้องรับผิดชอบ
บัญชีเดินสะพัด
คำพิพากษาฎีกาที่
4985/2541 จำเลยได้เปิดบัญชีกระแสรายวันและขอสมัครเป็นผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์
โดยโจทก์และจำเลยตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตว่า
เมื่อโจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้เรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยแล้ว
จำเลยจะต้องใช้เงินที่โจทก์จ่ายเงินแทนไปดังกล่าว
โดยวิธีการให้โจทก์หักโอนชำระจากบัญชีกระแสรายวันบัตรเครดิต
ต่อมาจำเลยได้ใช้บัตรชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ
ตลอดจนเบิกเงินสดตามข้อตกลงในสัญญาการใช้บัตรเครดิตของโจทก์
แล้วจำเลยส่งเงินชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ครบจำนวน
ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เฉพาะที่ใช้บัตรเครดิตเท่านั้น
การที่จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้ก็เพื่อให้โจทก์หักเงินที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปจากบัญชีกระแสรายวันดังกล่าว
ตามพฤติกรรมระหว่างโจทก์จำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช้บัญชีเดินสะพัด
และเมื่อตามสัญญาและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์
จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเครดิต
และจำเลยสามารถนำบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าจากร้านที่ตกลงรับบัตรเครดิตของโจทก์โดยไม่ต้องชำระเงินสด
เมื่อร้านค้าเรียกเก็บเงิน โจทก์จะเป็นผู้ชำระแทนจำเลย
แล้วจึงเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง
จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการทำงานต่างๆ ให้จำเลย
และการที่โจทก์ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บเงินเงินจากจำเลยภายหลัง
จึงเป็นการเรียกเอาค่าที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองไป
สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) มิใช่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดอันมีอายุความ 10 ปี แต่อย่างใด
เช็ค
ความรับผิดของผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน(มาตรา 900)
ผู้ที่มิได้เป็นกรรมการของนิติบุคคลลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค
แม้จะประทับตราของนิติบุคคลในเช็คด้วย ก็ถือได้ว่ากระทำการแทนนิติบุคคลนั้น
ผู้ที่ลงลายมือชื่อก็ต้องรับผิดตามเช็คตามมาตรา 900(ดูฎีกาที่ 7121/2539)
คำพิพากษาฎีกาที่
7121/2539 จำเลยที่ 1 และที่ 2
เป็นผู้ที่มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คของบริษัท อ.
ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นของบริษัทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ของบริษัทและของจำเลยที่
1 แต่จำเลยที่ 2
มิได้ประทับตราของบริษัทด้วย จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1
และที่
2 ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะผู้แทนบริษัท
และจำเลยที่ 1 และที่ 2
ไม่ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คโดยระบุว่าการกระทำการแทนบริษัทดังกล่าว ดังนั้น
จำเลยที่ 1 และที่ 2
จึงต้องร่วมกันรับผิดตามเนื้อความที่ปรากฏในเช็คตาม ป.พ.พ.
มาตรา 900,9001
เช็ค(แพ่ง)
ในการกระทำนิติกรรมของกรรมการห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัด
ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัดนั้นๆ
จึงจะผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทนั้น ในการสั่งจ่ายเช็คก็เช่นเดียวกัน
ถ้ามิได้เป็นไปตามข้อบังคับ
ถือไม่ได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทจำกัดนั้นลงลายมือชื่อจ่ายเช็ค ดูฎีกาที่
4214/2539
คำพิพากษาฎีกาที่
4214/2539 ข้อบังคับของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 กำหนดว่า
การทำนิติกรรมใดๆ เพื่อให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 1
ต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2
หุ้นส่วนผู้จัดการลงลายมือชื่อในเช็คที่ออกให้แก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียวจึงเป็นการไม่ถูกต้อง
ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือสั่งจ่ายเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ
แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้เชิดจำเลยที่ 2 ออกเป็นตัวแทน
ทั้งมิได้มีการนำเงินที่ได้จากการสั่งจ่ายเช็คมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 อันจะถือได้ว่าเป็นการใช้สัตยาบันแก่การกระทำจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1
จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
ข้อยกเว้นที่ผู้ทรงไม่ต้องนำเช็คไปยื่นต่อธนาคาร
กรณีบัญชีเงินฝากของผู้สั่งจ่ายปิดแล้ว
ผู้ทรงก็ไม่จำต้องนำเช็คไปเรียกเก็บเงินอีก(ดูฎีกาที่ 1865/2517, 1494/2529)
คำพิพากษาฎีกาที่
1494/2529
ปรากฏว่าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่ธนาคารตามเช็คถูกปิดแล้วตั้งแต่ก่อนเช็คตามฟ้องถึงกำหนด
แสดงว่าธนาคารตามเช็คได้งดเว้นการใช้หนี้ตามเช็คของจำเลยทั้งสองแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 959 (ข) (2) ประกอบมาตรา 989
โจทก์จึงมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้
โดยไม่จำต้องนำเช็คไปยื่นเพื่อให้ธนาคารใช้เงินเสียก่อน
คำพิพากษาฎีกาที่
755/2526 ในกรณีฟ้องเรียกเงินตามเช็ค
แม้ธนาคารจะได้เรียกเก็บเงินตามเช็คก่อนวันที่ลงในเช็ค
หากบัญชีของผู้สั่งจ่ายได้ปิดไปก่อนที่ธนาคารเรียกเก็บเงินแล้วก็เป็นวันว่าเช็คนั้นไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ได้
ไม่จำเป็นต้องนำเช็คไปยื่นเพื่อให้ธนาคารเรียกเก็บเงินซ้ำอีก
ในกรณีเช่นนี้ผู้ทรงเช็คย่อมนำเช็คมาฟ้องร้องผู้สั่งจ่ายให้รับผิดในทางแพ่งได้ตาม ป.พ.พ.
มาตรา 959 และ 989
เช็ค(อาญา)
คำพิพากษาฎีกาที่
2139/2526 จำเลยออกเช็คโดยไม่ได้ลงวันเดือนปี
ย่อมถือได้ว่าไม่มีวันที่ออกเช็คกระทำผิด
แม้ต่อมาจำเลยจะบอกให้บุตรสาวลงวันที่ในเช็คพิพาท
ก็ผลเพียงทำให้เช็คพิพาทมีรายการสมบูรณ์ และสามารถฟ้องร้องกันได้ในทางแพ่งเท่านั้น
หามีผลที่จะปรับเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.
ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่
2730/2523
การออกเช็คแต่ละฉบับหากจะเป็นความรับผิดก็เป็นได้เพียงครั้งเดียว ฉะนั้น
เมื่อจำเลยออกเช็คพิพาทสั่งให้ใช้เงินแก้ผู้ถือให้แก่โจทก์
แล้วภริยาโจทก์นำไปขายลดให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด แล้วในวันที่เช็คถึงกำหนดใช้เงิน
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
ดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จึงเป็นผู้เสียหาย และความผิดเกิดขึ้นแล้วในวันนั้น
แม้ภายหลังโจทก์จะนำเงินไปแลกเช็คพิพาทคืนมาแล้วนำเงินไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม
ก็ไม่ทำให้จำเลยมีความผิดอีก โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่
228/2503 ความผิดตาม พ.ร.บ.
ว่าด้วยผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ
เกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค
ถ้าธนาคารยังไม่ปฏิเสธการจ่ายเงินก็ยังไม่เกิดความผิด
จะมีการนับอายุความได้ก็ต่อเมื่อเกิดความผิดขึ้นแล้ว
ถ้านับตั้งแต่วันที่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน
จนถึงวันที่ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานยังไม่เกิน
3 เดือน คดียังไม่ขาดอายุความ
การละเมิด
คำพิพากษาฎีกาที่
5398/2530 อาคารจอดรถของบริษัทจำเลยที่ 5 มีทางเข้าออก 1ทาง ทางออก 1 ทาง
ปากทางเข้ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ที่คอกกันคอยเก็บเงินพร้อมกับออกบัตรค่าเช่าที่จอดรถราคา
5 บาท โดยจดทะเบียนไว้ในบัตรด้วย ด้านหน้าบัตรมีข้อความว่า
บริการรักษาความสะอาดและรักษาความปลอดภัย
ด้านหลังมีข้อความว่าผู้ขับขี่ต้องเก็บบัตรไว้กับตัว
เพื่อป้องกันรถหายกรุณาคืนบัตรทุกครั้งก่อนออกจากบริเวณจอดรถ
บัตรสูญหายหรือไม่นำมาแสดง
บริษัทจะไม่อนุญาตให้นำรถออกมาจนกว่าจะหาหลักฐานมาแสดงจนเป็นที่พอใจ
และในที่จอดรถมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนตรวจตรา
ที่กำแพงบริเวณลานจอดรถก็มีคำเตือนว่า กรุณาอย่าลืมบัตรจอดรถเพราะรถยนต์อาจสูญหาย
สำหรับทางขาออกมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ยืนอยู่ที่คอกกั้นคอยตรวจรับบัตรและปล่อยรถออก
แม้ผู้มาใช้บริการที่จอดรถจะเป็นผู้เลือกที่จอดรถเอง
ปิดประตูรถและเก็บกุญแจรถไว้เองอีกทั้งด้านหลังบัตรมีข้อความว่า
หากมีการสูญหายหรือเสียหายใดๆ เกิดขึ้นทุกกรณีผู้ครอบครองต้องรับผิดชอบเองทุกประการ
แต่ทำให้ผู้ใช้บริการจอดรถโดยทั่วไปเข้าใจได้ว่าที่อาคารจอดรถของจำเลยที่
5
นี้มีบริการรักษาความปลอดภัยสำหรับที่จะนำเข้ามาจอดขณะมาติดต่อธุรกิจหรือซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่
5 ซึ่งผู้ที่มิใช่เจ้าของรถจะลักลอบนำรถออกไปไม่ได้
ทั้งนี้โดยที่ผู้ใช้บริการที่จอดรถจะต้องเสียเงิน 5 บาท เป็นค่าตอบแทน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำก่อนๆ ของจำเลยทั้งห้า
ก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยทั้งห้าต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่รถยนต์ที่นำเข้ามาจอด
จำเลยที่ 2 ถึง
4 ยืนเก็บเงินออกบัตร
จดทะเบียนรถลงในบัตรและตรวจบัตรขณะที่รถยนต์ออกจากลานจอดรถอยู่ที่คอกกั้นตรงทางเข้าออกลานจอดรถ
หน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4
จึงเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของรถนำรถออกไปจากลานจอดรถหรือป้องกันการโจรกรรมรถยนต์โดยตรง
เมื่อทางเข้าออกลานจอดรถมีทางเดียว หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4
ซึ่งอยู่ที่คอกกั้นตรวจบัตรอย่างเคร่งครัดก็ยากที่รถยนต์ของโจทก์จะถูกลักไปได้
การที่รถยนต์ของโจทก์สูญหายไปจึงเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4
ไม่ระมัดระวังตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัดอันเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการโจรกรรมรถยนต์
เป็นผลโดยตรงทำให้รถยนต์ของโจทก์ถูกลักไป และเป็นการประมาทเลินเล่อ
จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา
420 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 5 ย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต่อโจทก์ด้วยตามมาตรา
425
เรื่องรถยนต์หายเพราะไปจอดในปั๊มน้ำมัน ที่ศูนย์การค้า
หรือสถานีบริการรับจอดรถ
โจทก์มักจะฟ้องโดยอ้างมูลหนี้เป็นเรื่องสัญญาว่าเป็นผู้รับฝากรถยนต์
ถ้ามีสัญญาฝากทรัพย์เมื่อรถยนต์หาย ผู้ฝากก็ฟ้องผู้รับฝากให้รับผิดได้
แต่ถ้าเข้าไปจอดโดยไม่มีสัญญาฝากทรัพย์ก็ไม่ร้องรับผิด
ทางปั๊มน้ำมันจึงเปลี่ยนแปลงรูปไปเป็นทำสัญญาเช่าพื้นที่จอดรถ
เมื่อรถยนต์หายก็ไม่ต้องรับผิด คดีนี้ตั้งรูปคดีเป็นเรื่องละเมิด
ไม่ตั้งเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์เพราะไม่ใช่สัญญาฝากทรัพย์
สิทธิที่ถูกกระทำละเมิดคือ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ จำเลยที่ห้าไม่ได้เป็นผู้ลักรถยนต์
จึงมีปัญหาว่าจำเลยทำอะไรที่เป็นการละเมิด ปรากฏว่ามีการเก็บค่าจัดการจราจรเพียง
5 บาท ซึ่งไม่ใช่เป็นค่าบริการจอดรถแต่มีหลักกฏหมายว่าการกระทำหมายรวมถึงการงดเว้นที่จะต้องกระทำด้วย
การงดเว้นจะถือว่าเท่ากับการกระทำได้ต่อเมื่อผู้นั้นต้องมีหน้าที่ที่จะต้องกระทำการเพื่อป้องกันผลนั้นแล้วไม่กระทำตามหน้าที่
คดีนี้หน้าที่ตามกฎหมายไม่มี
เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าผู้เปิดศูนย์การค้ามีหน้าที่ดูแลรถยนต์ที่มาจอด
หน้าที่ตามสัญญาก็ไม่มี แต่มีหน้าที่อันเกิดจากความสัมพันธ์ก่อนๆ
เพราะจำเลยให้เอารถยนต์ไปจอดในลักษณะอย่างนั้นก็ต้องป้องกันไม่ให้รถยนต์หายจึงเป็นละเมิดก่อให้เกิดหนี้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่
3373/2535 ความประมาทเลินเล่อของคนขับรถคันที่ 4 ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ที่ ไปชนท้ายรถคันที่
3 ได้รับความเสียหาย ย่อมเป็นความผิดของคนขับรถคันที่
4 ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ตนก่อให้เกิดขึ้นมานั้น
เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากการที่รถคันที่ 5 ซึ่งจำเลยเป็นผู้ขับโดยประมาทไปชนท้ายรถคันที่
4 ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ ผู้ขับรถคันที่ 4
ไม่ได้มีส่วนร่วมในความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก่อนให้เกิดความเสียหายแก่คันที่
4 ได้รับจะนำไปอาศัยพฤติการณ์ที่ผู้ขับรถคันที่ 4 ไปกระทำโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถคันที่
3 มารวมพิจารณาว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดยิ่งหย่อนกันเพียงไหนนั้น
ย่อมไม่ได้ ความเสียหายที่รถคันที่ 4 ได้รับจะต้องถือว่าเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยผู้ขับรถคันที่
5 แต่เพียงฝ่ายเดียว
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รถคันที่
4 ไปชนท้ายรถคันที่ 3 ระหว่างที่ลงไปดูความเสียหายอยู่ รถคันที่ 5 มาชนรถคันที่ 4 เฉพาะความเสียหายรถคันที่
4 ที่มีประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ฝ่ายรถคันที่ 4 จะฟ้องเรียกจากรถคันที่ 5 ที่มาเกิดเหตุที่หลัง ถ้ารถคันที่ 5 อ้างว่ารถคันที่ 4
ก็มีส่วนผิดเพราะไปชนท้ายอีกคันหนึ่งทำให้ขวางทางก็เลยมาขอเฉลี่ยความเสียหาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเหตุเกิดคนละตอนไม่เกี่ยวกันไม่ได้เกิดแบบกะทันหัน
เกิดเหตุไปแล้วระหว่างลงไปดู รถคันที่ 5 ขับมาไม่ดูอะไรว่ามีขัดขวางข้างหน้าหรือไม่ก็ไปชนท้ายคันที่
4 เข้า อย่างนี้เขาไม่ผิดที่เกิดเหตุก่อนไม่เกี่ยวกัน รถคันที่
5 ที่มาชนทีหลังต้องรับผิดชอบเต็ม
คำพิพากษาฎีกาที่
1050/2495
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดบ้านเรือนโดยมีเหตุผลให้เชื่อโดยสุจริตว่า
บ้านเรือนยึดเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจนถึงขายทดตลาดบ้านเรือนนั้นไป
ดังนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยใช้สิทธิทางศาลเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้แทนทำการไปโดยมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดแล้ว
ถึงแม้จะปรากฏว่าบ้านเรือนที่ยึดเป็นของคนอื่นก็ดี การกระทำนั้นก็ไม่เป็นการละเมิด
การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ถือว่าเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
การยึดทรัพย์นี้บางครั้งทรัพย์ที่ยึดเป็นบุคคลอื่น
ถ้าเจ้าหน้าที่ตามคำพิพากษาแล้วก็ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้อำนาจไว้
ไม่เป็นการจงใจทำให้ผู้อื่นเสียหาย จะมีปัญหาเฉพาะเรื่องประมาทเลินเล่อหรือไม่
ถ้าเป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาครอบครองหรือใช้สอยอยู่ซึ่งสามัญชนทั่วไปย่อมเชื่อได้ว่าทรัพย์ที่ยึดครอบครองหรือใช้สอยอยู่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็คงไม่ประมาทเลินเล่อ
แต่ถ้าเป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะต้องตรวจสอบไปจากเอกสารหนังสือสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินจึงจะต้องมีการตรวจสอบก่อน
หรือถ้าเชื่อว่าเขาครอบครองแทนกันก็จะต้องมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่นให้ฟังได้ว่าหรือให้เข้าใจได้โดยสุจริตได้ว่า
เป็นทรัพย์ของลุกหนี้ตามคำพิพากษามิฉะนั้นอาจจะเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อซึ่งจะเป็นการละเมิดได้
เครื่องหมายการค้า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
6920/2537
โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า BIRKENSTOCK
และรูปเครื่องหมายประดิษฐ์ลักษณะวงกลมที่ประกอบด้วยอักษรโรมันว่า BIRKENSTOCK
BAD HONNEF-RHEIN กับรูปเท้าและกากบาทที่รัศมีมีแสงส่องสู้เบื้องบน
คำว่า BIRKENSTOCK เป็นนามสกุลของบรรพบุรุษของนายคาร์ล
เบอร์เคนสต็อค กรรมการผู้จัดการของโจทก์ ส่วนคำว่า BAD HONNEF-RHEIN เป็นชื่อตำบลริมแม่นำไรน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทโจทก์
โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้ารองเท้า
โดยจดทะเบียนไว้ในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันและประเทศอื่นอีกหลายประเทศ
กับได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า BIRKENSTOCK
ไว้ต่อองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก
สินค้ารองเท้าของโจทก์แพร่หลายในประเทศต่างๆมาเป็นเวลานานกว่า
25 ปี
เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศและมีผู้ซื้อเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
จำเลยได้เคยเห็นและรู้ถึงเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อน
การที่จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ซึ่งเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทุกประการ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยขอจดทะเบียนดังกล่าวดีกว่าจำเลย
บทบัญญัติมาตรา
21 และ 22 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพุทธศักราช
2474 เป็นบทบัญญัติสำหรับวิธีการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบ่งออกเป็นขั้นๆ
รวมทั้งขั้นประกาศคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา
21 (ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534
ก็มีบทบัญญัติเช่นนี้)
และขั้นจดทะเบียนไว้ว่าจะต้องยื่นภายใน 90
วัน นับแต่วันประกาศคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา
21
แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็หาตัดสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงที่จะดำเนินคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของตนไม่
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร(มาตรา 1555-1559)
แต่ถ้าเป็นเรื่องรับมรดกตามาตรา
1558 บัญญัติไว้ว่า ถ้าได้มีการฟ้องคดีรับเด็กเป็นบุตรภายในอายุความมรดก
ถ้าศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย
เด็กนั้นก็มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม
แสดงว่าในการรับมรดกมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่บิดาถึงแก่ความตาย ดูฎีกาที่ 1196/2538
คำพิพากษาฎีกาที่
1196/2539 แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเพิ่งคลอด
และศาลฎีกาก็มีคำสั่งภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ 8
เดือนว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตาม
ผู้คัดค้านที่ 2
ก็มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมย้อนหลังไปถึงวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
ป.พ.พ. มาตรา 1558 วรรคแรก และเป็นทายาทโดยชอบธรรมลำดับที่ 1
ผู้ร้องเป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย
จึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย
และมิได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกอันที่จะร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้
กรณีที่บิดาให้การรับรองแล้ว
ก็ยังถือว่าเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจฟ้องบิดาได้(ดูฎีกาที่
3019/2541)
คำพิพากษาฎีกาที่
3019/2541 ป.พ.พ.
มาตราที่
1562
ที่ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญาเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ
ต้องตีความโดยเคร่งครัด
ซึ่งหมายความห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น
โจทก์เป็นบุตรที่จำเลยรับรองแล้วแต่จำเลยและมารดาโจทก์มิได้จดทะเบียนสมรสกัน
โจทก์จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยต่อเมื่อจำเลยและมารดาโจทก์สมรสกันภายหลัง
หรือจำเลยได้จดทะเบียนว่าโจทก์เป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ป.พ.พ. มาตรา 1547 เมื่อไม่มีการดำเนินการดังกล่าว
โจทก์จึงมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย
อายุความจัดการมรดก(มาตรา 1733 วรรคสอง)
การที่เจ้ามรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยไม่แบ่งให้ทายาทอื่นอีกถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว(ดูฎีกาที่
2347/2540)
คำพิพากษาฎีกาที่
2347/2540 อายุความฟ้องเรียกทรัพย์มรดกในกรณีที่มีผู้จัดการมรดกนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง กำหนดห้ามมิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปี
นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง หาใช่นับแต่วันที่รู้ถึงการจัดการมรดกสิ้นสุดลงไม่
เมื่อปรากฏว่าทรัพย์มรดกมีที่ดินเพียงแปลงเดียว
จำเลยโอนมรดกโดยจดทะเบียนใส่ชื่อตนและนาง ท.
เป็นผู้รับมรดกโดยมิได้จัดการแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ทั้งห้าเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่
24 ตุลาคม 2527
และเจ้ามรดกไม่มีทรัพย์มรดกอื่นใดที่จะจัดการต่อไปอีก
จึงถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้ว
การที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องจำเลยว่าจัดการมรดกไม่ชอบเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2534 เกินกว่า 5
ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ
ข้อสังเกต
นี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานะผู้จัดการมรดก อ้างว่าจำเลยจัดการมรดกไม่ชอบ
จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก มีอายุความตามมาตรา
1733 วรรคสอง
หน้าถัดไป
Next Page

|