ทรัพย์สินทางปัญญา
ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร
ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง
ผลงานอันเกิดจากความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์อีกชนิดหนึ่ง
นอกเหนือจากริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น นาฬิกา รถยนต์
โต๊ะ เป็นต้น และอสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น บ้าน
ที่ดิน เป็นต้น
ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา
โดยทั่ว ๆ ไป คนไทยส่วนมากจะคุ้นเคยกับคำว่า
"ลิขสิทธิ์" ซึ่งใช้เรียกทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท โดยที่ถูกต้องแล้ว
ทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ที่เรียกว่า ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม
(Industrial property) และลิขสิทธิ์ (Copyright) ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม
ไม่ใช่สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์
ที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม แท้ที่จริงแล้ว
ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมนี้
เป็นความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม
ความคิดสร้างสรรค์นี้จะเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น
การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการ
หรือเทคนิคในการผลิตที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่ หรือที่เกี่ยวกับตัวสินค้า
หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นองค์ประกอบ และรูปร่างสวยงามของตัวผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้าหรือยี่ห้อ ชื่อและถิ่นที่อยู่ทางการค้า
ที่รวมถึงแหล่งกำเนิดสินค้าและการป้องกันการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม
จึงสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
สิทธิบัตร (Patent)
เครื่องหมายการค้า (Trademark)
แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout-Designs of Integrated
Circuit)
ความลับทางการค้า (Trade Secrets)
ชื่อทางการค้า (Trade Name)
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)
ความหมายของทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท
ลิขสิทธิ์
งานหรือความคิดสร้างสรรค์ในสาขาวรรณกรรม
ศิลปกรรม ดนตรีกรรม งานภาพยนตร์ หรืองานอื่นใดในแผนกวิทยาศาสตร์
ลิขสิทธิ์ยังรวมทั้ง
สิทธิ์ข้างเคียง (Neighbouring Right) คือ
การนำเอางานด้านสิทธิ์ออกแสดง เช่น นักแสดง
ผู้บันทึกเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ในการบันทึก หรือถ่ายทอดเสียงหรือภาพ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์
(Computer Program หรือ Computer
Software) คือ ชุดคำสั่งที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
เพื่อกำหนดให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน
งานฐานข้อมูล (Database) คือ
ข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ
สิทธิบัตร หมายถึง
หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์(Invention) การออกแบบผลิตภัณฑ์
(Product Design) หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model)
ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด
การประดิษฐ์
คือ ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับลักษณะ
องค์ประกอบ โครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต
การรักษาหรือปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์
การออกแบบผลิตภัณฑ์
คือ
ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับการทำให้รูปร่างลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์เกิดความสวยงาม
และแตกต่างไปจากเดิม
ผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
อนุสิทธิบัตร (Petty Patent) จะมีลักษณะคล้ายกันกับการประดิษฐ์
แต่เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก
หรือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อย
แบบผังภูมิของวงจรรวม
หมายถึง แผนผังหรือแบบที่ทำขึ้น เพื่อแสดงถึงการจัดวางและการเชื่อมต่อของวงจรไฟฟ้า
เช่น ตัวนำไฟฟ้า หรือตัวต้านทาน เป็นต้น
เครื่องหมายการค้า
(Trade Mark)
เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้สินค้า หรือบริการ ได้แก่
เครื่องหมายบริการ
(Service Mark) คือ
เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายเกี่ยวข้อง
กับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่อง
หมายบริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น
เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ
เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของบุคคลอื่น
เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้า หรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ
เป็นต้น
เครื่องหมายร่วม (Colective Mark) คือ
เครื่องหมายการค้า
หรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกัน
หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กร อื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น
ตราช้างของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น
ความลับทางการค้า หมายถึง
ข้อมูลการค้าที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป
และมีมูลค่าในเชิงพาณิชย์เนื่องจากข้อมูลนั้นเป็นความลับ
และมีการดำเนินตามสมควรเพื่อรักษาข้อมูลนั้นไว้เป็นความลับ
ชื่อทางการค้า
หมายถึง ชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ เช่น โกดัก ฟูจิ เป็นต้น
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
mหมายถึง ชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้ แทนแหล่งภูมิศาสตร์
และสามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพชื่อเสียง
หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์นั้น เช่น มีดอรัญญิก ส้มบางมด ผ้าไหมไทย
แชมเปญ คอนยัค เป็นต้น
ในปัจจุบัน
ประเทศไทยมีกฎหมายให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา3 ฉบับ คือ
1. พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
และพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2542
2.
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และ
3.
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
นอกจากนี้
ประเทศไทยยังมีพันธกรณีตามการเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ
ที่จะต้องออกกฎหมายให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท ต่อไปในอนาคต

การขอรับสิทธิบัตร
ในบทนี้จะเป็นการสรุปข้อกฎหมายเกี่ยวกับลักษณะของคำขอรับสิทธิบัตรทั้งสองประเภท
วิธีการเตรียมคำขอรับสิทธิบัตร ตลอดจนสิ่งที่ผู้ขอรับสิทธิบัตรควรทราบ
ซึ่งอาจจะมีบางส่วนใกล้เคียงกับในบทอื่นอยู่บ้าง
แต่เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจ จึงใคร่ขอรวมไว้ด้วยกันในบทนี้
ก. ลักษณะตามกฎหมาย
ผู้มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร
ในกรณีผู้มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
ได้บัญญัติไว้ดังต่อไปนี้
(ก) ผู้ประดิษฐ์ หรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือทายาทของบุคคลดังกล่าว (ม.10
วรรคแรก วรรคสอง และ ม.65)
(ข) นายจ้าง ผู้ว่าจ้าง หน่วยราชการ องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ (ม.11, 13,
65)
(ค) ผู้รับโอนสิทธิขอรับสิทธิบัตรจากบุคคลอื่น
โดยจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอน และผู้รับโอน (ม.10 วรรคสอง สามและ
ม.65)
ผู้มีสิทธิขอรับสิทธิบัตรตามข้อ 35 จะต้องเป็นผู้สัญชาติไทย
หรือสัญชาติของประเทศที่ยอมให้บุคคลสัญชาติไทยขอรับสิทธิบัตรในประเทศนั้นได้ไม่ว่าผู้ขอรับสิทธิบัตรนั้นจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม
ซึ่งในกรณีของนิติบุคคลนี้ให้ถือเอาประเทศที่เป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานเป็นสัญชาติของผู้ขอ
(สัญชาติของประเทศที่ยอมให้บุคคลสัญชาติไทยขอรับสิทธิบัตรในประเทศนั้นได้-ปรากฏตามเอกสารประกอบ
1) (ม. 14, 65)
อย่างไรก็ตาม
ในทางปฎิบัติจะนับเอาว่าหากประเทศใดระบุกำหนดผู้มีสิทธิยื่นขอรับสิทธิบัตรไว้ในทำนองเดียวกับกฎหมายไทยแล้ว
ก็จะอนุโลมให้บุคคลสัญชาตินั้นยื่นขอรับสิทธิบัตรได้เช่นกัน
ในกรณีที่บุคคลหลายคนทำการประดิษฐ์หรืออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
ก็มีสิทธิในการขอรับสิทธิบัตรร่วมกันได้
ยกเว้นแต่ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบร่วมบางคนไม่ต้องการขอรับสิทธิบัตรหรือติดต่อไม่ได้
หรือไม่มีสิทธิ
ซึ่งผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบร่วมที่มิได้ร่วมขอรับสิทธิบัตรนี้จะขอเข้าร่วมรับสิทธิบัตรในภายหลังได้
แต่ต้องการออกสิทธิบัตร (ม.15, 65)
แม้ว่าการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในครั้งแรกโดยผู้ประดิษฐ์ร่วมบางคนดังกล่าวได้ถูกละทิ้งไปก็มิได้มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้ประดิษฐ์ร่วมที่มิได้ร่วมขอรับสิทธิบัตรในครั้งแรกแต่อย่างไร
(ม.6(5))
ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบฯมีสิทธิจะได้รับการระบุชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบฯไว้ในสิทธิบัตร
(ม.10 วรรคแรก, ม.65)
ภาษาที่ใช้ในคำขอสิทธิบัตร
ผู้ขอรับสิทธิบัตรจะต้องยื่นคำขอรับสิทธิบัตรพร้อมรายละเอียดการประดิษฐ์ข้อถือสิทธิ
และบทสรุปการประดิษฐ์
กรณีเป็นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรือพร้อมคำพรรณาแบบผลิตภัณฑ์ (ถ้ามี)
ภาพแสดงแบบผลิตภัณฑ์ และข้อถือสิทธิ
กรณีเป็นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จัดทำเป็นภาษาไทยในวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตรนั้น
(กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 12 วรรคแรก (2) และข้อ 22)
แต่ในกรณีที่เป็นคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรไว้ในต่างประเทศก่อนแล้ว
ผู้ขออาจยื่นรายละเอียดการประดิษฐ์ ข้อถือสิทธิและบทสรุปการประดิษฐ์
กรณีเป็นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์
หรือยื่นคำพรรณาแบบผลิตภัณฑ์และข้อถือสิทธิในกรณีที่เป็นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
เป็นภาษาต่างประเทศในวันยื่นขอรับสิทธิบัตรนั้นก่อนก้ได้แต่ต้องยื่นเอกสารดังกล่าวที่ได้จัดทำเป็นภาษาไทยภายใน
90 วัน นับจากวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตร (กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 12 วรรคสอง ข้อ
22)
ถ้าการยื่นเอกสารตามข้อ 41 ไม่สามารถกระทำได้ภายในกำหนดเวลา 90
วันให้ถือว่าผู้ขอรับสิทธิบัตรได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรนั้น
ในวันยื่นเอกสารที่จัดทำเป็นภาษาไทยดังกล่าว (กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 12 วรรคสาม,
ข้อ 22)
คำขอรับสิทธิบัตร
คำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ประกอบด้วย (กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 2 วรรคสอง
และวรรคสาม)
(ก) แบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตร และเอกสารประกอบคำขอ
(ข) รายละเอียดการประดิษฐ์
(ค) ข้อถือสิทธิบัตร
(ง) บทสรุปการประดิษฐ์
(จ) รูปเขียน (ถ้ามี)
คำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์
ประกอบด้วย
(ก) แบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตร และเอกสารประกอบคำขอ
(ข) ข้อถือสิทธิ
(ค) ภาพแสดงแบบผลิตภัณฑ์
(ง) คำพรรณาแบบผลิตภัณฑ์ (ถ้ามี)
จากข้อ 43 และ ข้อ 44
จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นคำขอรับสิทธิบัตรประเภทใดก็ตามล้วนแล้วแต่ต้องประกอบไปด้วยแบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตรและเอกสารประกอบคำขอด้วยกันทั้งสิ้น
จึงใคร่ขอกล่าวโดยรวมไว้ในที่นี้ดังต่อไปนี้
ข. แบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตรและเอกสารประกอบคำขอ
แบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตร ประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญาฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2535)
ได้กำหนดให้ใช้แบบพิมพ์ สป/สผ/001-ก (เอกสารประกอบ 2)
ซึ่งผู้ขอรับสิทธิบัตรจะรับแบบพิมพ์นี้
พร้อมคำชี้แจงประกอบได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา
โดยแบบพิมพ์นี้มุ่งให้แสดงถึงข้อมูลประวัติและความประสงค์บางประการของผู้ขอสำหรับการประดิษฐ์
หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์นั้นๆ เช่น
การขอให้นับวันยื่นคำขอในต่างประเทศเป้นครั้งแรกเป็นวันยื่นคำขอในประเทศไทย
การขอยื่นเอกสารเป็นภาษาต่างประเทศก่อน การแสดงรายระเอียดการฝากจุลชีพ
(ในกรณีที่เป็นการประดิษฐ์จุลชีพใหม่) (ป.ฉ.1 (พ.ศ. 2535) ข้อ 2)
การลงลายมือชื่อผู้ขอในแบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตร
ในกรณีที่ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบเป็นผู้ขอรับสิทธิบัตรเอง
ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบก็จะเป็นผู้ลงลายมือในข้อ 14 ของแบบพิมพ์ดังกล่าว
ถ้าขอในนามนิติบุคคล
ให้ผู้มีอำนาจลงนามเป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้ขอรับสิทธิบัตรพร้อมประทับตรานิติบุคคลนั้น
แต่ในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้ตัวแทนสิทธิบัตรเป็นผู้กระทำการแทนก็ให้ตัวแทนสิทธิบัตรเป็นผู้ลงลายมือชื่อ
(กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 2 วรรคสอง และวรรคสาม)
ในกรณีที่ผู้ขอรับสิทธิบัตรเป็นนิติบุคคลไทย
จะต้องยื่นหนังสือรับรองที่ออกไว้ก่อนล่วงเวลาหน้าไม่เกิน 6 เดือน ประกอบด้วย
หนังสือโอน
จะต้องมีหนังสือโอนแนบมาพร้อมแบบพิมพ์ข้างต้นในกรณีที่ผู้ประดิษฐ์หรือออกแบบฯ
ได้โอนสิทธิบัตรให้แก่ผู้อื่น
โดยจะต้องมีการลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนโดยมิต้องมีการรับรองของโนตารีพับริค
ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม (ในกรณีที่ผู้โอนและผู้รับโอนไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย
และกระทำการโอนในต่างประเทศ) ทั้งนี้ ผู้ขอจะต้องยื่นหนังสือโอนต้นฉบับ 1
ชุดต่อการขอรับสิทธิบัตร 1 เรื่อง จะใช้สำเนามิได้ (ม.10 วรรคสาม ป.ฉ.1(พ.ศ. 2535)
ข้อ 4)
คำรับรองสิทธิเกี่ยวกับสิทธิขอรับสิทธิบัตร คือแบบ สป/สผ/001-ก(พ) หรือ FORM
PI/PD/001-A (Add) (เอกสารประกอบ 3) จะใช้ในกรณีที่ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบฯ
เป็นผู้ขอรับสิทธิบัตรด้วยตนเองมิได้โอนให้แก่ผู้ใด (ป.ฉ.1 (พ.ศ. 2535) ข้อ 3)
หนังสือรับรองสิทธิอื่นๆในการขอรับสิทธิบัตร เช่น หนังสือสัญญาลูกจ้าง
(ในกรณีเป็นการว่าจ้าง) ฯลฯ จะต้องใช้ต้นฉบับเช่นกัน (ป.ฉ.1 (พ.ศ. 2535) ข้อ 4)
หนังสือมอบอำนาจ
เป็นหนังสือแสดงการมอบอำนาจในการดำเนินกิจการใดๆของผู้ขอให้แก่ตัวแทนสิทธิบัตรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ดำเนินการแทนผู้ขอ
สำหรับผู้ขอที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยโดยจะต้องมีคำรับรองรองลายมือชื่อโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทย
หรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งประจำอยู่ ณ
ประเทศที่ผู้มีอำนาจมีถิ่นที่อยู่
หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนบุคคลดังกล่าว
หรือคำรับรองของบุคคลซึ่งกฎหมายของประเทศนั้นให้มีอำนาจรับรองลายมือชื่อ
หรือถ้าการมอบอำนาจนั้นได้กระทำในประเทศไทยต้องส่งภาพถ่ายหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ชั่วคราวหรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าในขณะมอบอำนาจนั้น
ผู้มอบอำนาจได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยจริง ทั้งนี้จะต้องปิดอากร 30 บาท
ต่อผู้รับมอบอำนาจ 1 คน (กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 13, 22)
ในกรณีที่ผู้ขอรับสิทธิบัตรมีถิ่นที่อยู่ในไทยจะทำการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนก็ได้
โดยต้องมอบอำนาจให้แก่ตัวแทนสิทธิบัตรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น
(ดูคำขอขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนสิทธิบัตรในเอกสารประกอบ 4) (กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ
14, ข้อ 22 และ ป.ฉ.4 (พ.ศ. 2535)
ถ้าผู้ขอรายเดียวกันได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในคราวเดียวกันมากกว่า 1
คำขอจะต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจต้นฉบับต่อพนักงาน
โดยยื่นฉบับสำเนาสำหรับคำขอรับสิทธิบัตรแต่ละคำขอ
ผู้ขอรับสิทธิบัตรจะต้องยื่นหนังสือมอบอำนาจ
หรือหนังสือรับรองดังกล่าวที่จัดทำเป็นภาษาต่างประเทศพร้อมคำแปลเป็นภาษาไทยที่ผู้แปลและผู้รับมอบอำนาจได้รับรองว่าเป็นคำแปลภาษาไทยที่ถูกต้องตรงกับหนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือรับรองดังกล่าวพร้อมคำขอรับสิทธิบัตร
(กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 15)
ในกรณีที่ผู้ขอมิอาจยื่นเอกสารประกอบดังกล่าวข้างต้น (หนังสือโอนคำรับรองสิทธิ,
หนังสือมอบอำนาจ) ในวันขอรับสิทธิบัตรพร้อมคำขอได้
ก็อาจขอผ่อนผันการนำส่งเอกสารดังกล่าวได้ 90 วัน
และยังอาจขอขยายระยะเวลาออกไปได้อีก 30 วัน โดยต้องยื่นขอก่อนหมดระยะเวลา 90 วัน
ดังกล่าวไม่น้อยกว่า 10 วัน (ป.ฉ.1 (พ.ศ. 2535) ข้อ 4)
การขอให้นับว่ายื่นคำขอในต่างประเทศเป็นครั้งแรกเป็นวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในไทย
ในกรณีที่ผู้ขอรับสิทธิบัตรได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ไว้นอกราชอาณาจักรแล้วและได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์เดียวกันในไทยภายใน
12 เดือน หรือสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใน 6 เดือน
นับแต่วันที่ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศเป็นครั้งแรก
ผู้ขอจะมีสิทธิขอให้ถือว่าเสมือนได้ยื่นคำขอนั้น
ในวันที่ได้ยื่นคำขอในต่างประเทศเป็นครั้งแรกดังกล่าว
หากประเทศที่ผู้ขอมีสัญชาติให้สิทธิในทำนองเดียวกันแก่บุคคลสัญชาติไทย (ม.19 ทวิ,
ม.60)
ผู้ขอจะต้องแสดงความประสงค์ขอสิทธิตามข้อ 53
โดยการแสดงเครื่องหมายในช่องที่ต้องการของข้อ 6 ในแบบพิมพ์ สป/สผ/001-ก
(เอกสารประกอบ 2)
พร้อมรายละเอียดของคำขอรับสิทธิบัตรที่ยื่นในต่างประเทศเป็นครั้งแรกดังกล่าว
คือวันยื่นคำขอ เลขที่ขอ ประเทศที่ยื่น สัญลักษณ์จำแนกการประดิษฐ์ระหว่างประเทศ
และสถานะคำขอด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วควรจะขอมาพร้อมคำขอรับสิทธิบัตร
หรือจะขอก่อนวันประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรแต่ต้องไม่เกินสิบหกเดือนนับแต่วันยื่นคำขอนั้นในต่างประเทศเป็นครั้งแรกดังกล่าวก็ได้
(กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 10 ข้อ 21)
(ในกรณีที่เป็นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ควรจะขอมาพร้อมคำขอรับสิทธิบัตร
หรืออาจจะขอสิทธินี้ก่อนวันประกาศโฆษณาคำขอดังกล่าวในประเทศไทยก็ได้
ไม่มีข้อจำกัดเวลา 16 เดือนเหมือนการประดิษฐ์)
โดยจะต้องยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาดังนี้
(ก)สำเนาเอกสารแสดงรายละเอียดตามคำขอรับสิทธิบัตรที่ยื่นไว้ในต่างประเทศเป็นครั้งแรกกล่าวคือรายละเอียดการประดิษฐ์
ข้อถือสิทธิ บทสรุปการประดิษฐ์ รูปเขียน (ถ้ามี) หรือคำพรรณาแบบผลิตภัณฑ์ (ถ้ามี)
ข้อถือสิทธิ และภาพแสดงแบบผลิตภัณฑ์ตามแต่กรณี ที่มีการรับรองความถูกต้อง
โดยสำนักงานสิทธิบัตรของประเทศที่ยื่นไว้เป็นครั้งแรกดังกล่าว และ
(ข)หนังสือรับรองวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ออกให้โดยสำนักงานสิทธิบัตรของประเทศที่ยื่นครั้งแรกดังกล่าว
การยื่นเอกสารตามข้อ 58 นั้น
อาจยื่นพร้อมคำขอหรือก่อนวันประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตรในต่างประเทศเป็นครั้งแรก
ถ้าไม่สามารถยื่นเอกสารดังกล่าวได้ทันภายในกำหนดเวลา ก็จะไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว
(ป.ฉ.1 (พ.ศ. 2535) ข้อ 7)
ในกรณีที่เอกสารตามข้อ 58
จัดทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศผู้ขอจะต้องจัดทำคำแปลเอกสารดังกล่าวเป็นภาษาไทยด้วย
มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับสิทธิขอนับวันยื่นคำขอดังกล่าว
ดังต่อไปนี้
(ก)ผู้ขอที่จะขอสิทธิดังกล่าวนี้ได้จะต้องถือสัญชาติของประเทศที่ให้สิทธิในทำนองเดียวกันนี้กับบุคคลสัญชาติไทย
ซึ่งรัฐมนตรีจะประกาศรายชื่อประเทศดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาเมื่อการติดต่อระหว่างไทยกับต่างประเทศนั้นๆได้ผลเรียบร้อยแล้ว
ในกรณีที่ผู้ขอเป็นนิติบุคคล
จะถือเอาสัญชาติของประเทศที่ตั้งสำนักงานเป็นสัญชาติของผู้ขอ
(ข)ถ้ามีผู้ขอมากกว่า 1 คน
ในจำนวนขอเหล่านั้นจะต้องมีผุ้ขอที่มีสัญชาติของประเทศที่ให้สิทธิในทำนองเดียวกันนี้แก่บุคคลสัญชาติไทยอย่างน้อย
1 คน
(ค)การขอนับวันยื่นคำขอในต่างประเทศเป็นครั้งแรกเป็นวันยื่นคำขอในไทยนี้จะมีลักษณะเดียวกับเรื่อง
Priority Right ในต่างประเทศ
คือจะนับวันยื่นคำขอในต่างประเทศเป็นครั้งแรกว่าเป็นเสมือนวันยื่นคำขอในไทยเฉพาะในกรณีพิจารณาความใหม่เท่านั้น
(คือไม่นำเอาเอกสารใดๆที่แสดงถึงการประดิษฐ์ หรือการออกแบบฯ ที่ปรากฎขึ้น
ในระหว่างวันยื่นคำขอในต่างประเทศเป็นครั้งแรกและวันยื่นคำขอในไทยมาพิจารณาเป็นงานที่ปรากฎอยู่แล้วของคำขอรับสิทธิบัตรที่ยื่นในไทยดังกล่าว)
หนังสือรับรองการฝากเก็บจุลชีพ
เป็นหนังสือรับรองการฝากเก็บจุลชีพที่ออกให้โดยสถาบันรับฝากเก็บจุลชีพ
สำหรับการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับจุลชีพใหม่และไม่อาจบรรยายให้ผู้ชำนาญการในระดับสามัญเข้าใจรายละเอียดของจุลชีพนี้ได้
หรือเป็นจุลชีพที่หาได้ยาก
ซึ่งนอกจากผู้ขอจะต้องระบุรายละเอียดการฝากเก็บจุลชีพตามข้อ 7 ในแบบพิมพ์
สป/สผ/001-ก แล้ว
ยังต้องส่งใบรับรองจากสถาบันการฝากเก็บที่รับฝากไว้มาพร้อมคำขอรับสิทธิบัตร
โดยในใบรับรองนี้ควรต้องบรรยายรายละเอียด
หรือลักษณะของจุลชีพดังกล่าวนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ในแบบพิมพ์ดังกล่าวด้วยแต่ผู้ขอก็อาจขอผ่อนผันการนำส่งหนังสือรับรองนี้ได้
90 วัน (ตัวอย่างหนังสือรับรองการฝากเก็บจุลชีพ-เอกสารประกอบ 5) (กฎ ฉ.13 ข้อ 2
วรรคสาม)
สถาบันการฝากเก็บนี้จะต้องเป็นสถาบันตามที่อธิบดีกำหนดด้วย (ป.ฉ.3 (พ.ศ.
2535))
การประดิษฐ์
ดังได้กล่าวไว้ในข้อ 43 คำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์
นอกจากจะประกอบด้วยแบบพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตรและเอกสารประกอบคำขอแล้วยังประกอบไปด้วย
(กฎ ฉ.13 (พ.ศ. 2535) ข้อ 2)
(ก) รายละเอียดการประดิษฐ์
คำรับรองเกี่ยวกับสิทธิขอรับสิทธิบัตร